กทม.-ญี่ปุ่น ถกแผนจัดการน้ำท่วมกรุง เดินหน้าจัดทำแผนแม่บทระบายน้ำ วางกรอบ 50 ปีรับมือภาวะโลกร้อน
สวัสดีเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน! ใครที่เคยโดนน้ำท่วมขังจนรถดับ หรือต้องลุ้นทุกหน้าฝน วันนี้มีข่าวดีมาบอกเลยนะ ที่จะทำให้ชีวิตเราสบายขึ้นเยอะ อย่าง กทม.-ญี่ปุ่น ถกแผนจัดการน้ำท่วมกรุง เดินหน้าจัดทำแผนแม่บทระบายน้ำ วางกรอบ 50 ปีรับมือภาวะโลกร้อน นี่แหละ เป็นการจับมือกันแบบจริงจังระหว่างกรุงเทพมหานครกับญี่ปุ่น เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เราพบเจอมาหลายปี ผมในฐานะคนที่ติดตามเรื่องเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ (Smart City) มานาน บอกเลยว่านี่คือก้าวสำคัญที่ผสมผสานความรู้ญี่ปุ่นเรื่องระบบระบายน้ำสุดล้ำเข้ากับความต้องการของกรุงเทพฯ
กทม.-ญี่ปุ่น ถกแผนจัดการน้ำท่วมกรุง เดินหน้าจัดทำแผนแม่บทระบายน้ำ วางกรอบ 50 ปีรับมือภาวะโลกร้อน
เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมชีนิมิตร ชั้น 6 อาคารสำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการกรุงเทพฯ (ดินแดง) มีการประชุมใหญ่โตเลยนะ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คุณวิศณุ ทรัพย์สมพล เป็นประธาน ร่วมกับทีมจาก JICA (Japan International Cooperation Agency) ผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ กทม. และหน่วยงานเกี่ยวข้องอีกเพียบ การคุยครั้งนี้โฟกัสที่การวางแผนแม่บท (Grand Design) ระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ แบบระยะยาว 50 ปีเต็ม! เพื่อรับมือโลกร้อนที่ทำให้ฝนตกหนักรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนในหนังภัยพิบัติเลย แต่ครั้งนี้เรามีแผนจริง
โครงการนี้เริ่มยังไง และแบ่งเฟสยังไง?
เริ่มขับเคลื่อนผ่านโครงการความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ระยะ 5 ปี (2569-2574) แบ่ง 2 เฟส: เฟส 1 (3 ปี) และเฟส 2 (2 ปี) เป้าหมายหลัก 3 ข้อที่เจ๋งมาก คือ:
- จัดทำแผนแม่บทภาพรวมที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- พัฒนาพื้นที่นำร่อง (Pilot Area) เพื่อทดสอบระบบจริงๆ เหมือน lab ทดลองเทคโนโลยี
- อัพเกรดระบบระบายน้ำเดิมของ กทม. ให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ เหมือนอัพเดท firmware รถยนต์ไฟฟ้า
คิดดูสิ เพื่อนๆ ในยุคที่เทคโนโลยีอย่าง AI และ sensor กำลังมาแรง การมีระบบระบายน้ำอัจฉริยะที่ญี่ปุ่นถนัด จะช่วย predict น้ำท่วมได้ล่วงหน้า เหมือนแอพ weather app แต่ละเอียดยิบกว่านั้นมาก!
กลไกขับเคลื่อนแบบบูรณาการ
ที่ประชุมยังคุยถึงคณะกรรมการกำกับโครงการ (JCC) และคณะทำงานเฉพาะทาง 4 ด้าน ได้แก่:
- คณะทำงานด้านแผนแม่บท
- คณะทำงานด้านการออกแบบระบบ
- คณะทำงานด้านการวางผังเมือง
- คณะทำงานด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพ
ทีม JICA ยืนยันเต็มที่ว่าจะแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยีล้ำสมัย อย่างระบบปั๊มน้ำอัตโนมัติหรือการใช้ big data วิเคราะห์ฝนแบบ real-time ที่ญี่ปุ่นใช้แก้ปัญหา typhoon มาตลอด ผมมองว่านี่คือโอกาสทองสำหรับกรุงเทพฯ ที่กำลังกลายเป็น Smart City ชั้นนำเอเชีย
ทำไมเรื่องนี้สำคัญสำหรับเรา?
ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ฝนตกหนัก แต่เป็นเรื่อง urban growth กับ climate change มาบวกกัน ญี่ปุ่นที่เคยเจอคลื่นยักษ์สึนามิ มีประสบการณ์เพียบในการสร้างโครงสร้างป้องกันน้ำที่ยั่งยืน แผน 50 ปีนี้จะช่วยให้กรุงเทพฯ มีระบบที่ scale up ได้ ผสม tech อย่าง IoT sensors วัดระดับน้ำทุกจุด ส่งข้อมูลไป cloud แล้ว AI คำนวณเส้นทางระบายน้ำ optimal ทันที ลองนึกภาพรถไฟฟ้าที่ไม่หยุดวิ่งเพราะน้ำท่วม หรือห้างสรรพสินค้าที่เปิดได้ปกติแม้ฝนถล่ม นี่แหละอนาคตที่เรารอคอย!
จากประสบการณ์ผมที่เคยไปดูระบบ drainage ในโตเกียว บอกเลยว่ามันทำงานเงียบๆ แต่มีประสิทธิภาพสุดๆ ไม่มีน้ำขังแม้ฝนตกหนัก กรุงเทพฯ ของเรากำลังจะได้แบบนั้น ถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือจริงจัง
สุดท้าย ผมคิดว่าเทรนด์ Smart City กำลังมาแรงในเอเชีย โดยเฉพาะ post-COVID ที่ทุกคนอยากอยู่อาศัยในเมืองปลอดภัย นี่คือโอกาสให้ กทม. ก้าวขึ้นแท่น leader ลองติดตามโครงการนี้ แล้ว share ประสบการณ์น้ำท่วมของคุณในคอมเมนต์ด้วยนะ อาจช่วยให้แผนดีขึ้น! ร่วมกันทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่กลัวฝนอีกต่อไป
ที่มา – กทม.-ญี่ปุ่น ถกแผนจัดการน้ำท่วมกรุง เดินหน้าจัดทำแผนแม่บทระบายน้ำ วางกรอบ 50 ปีรับมือภาวะโลกร้อน