แฮ็กเกอร์อ้างโจมตีโรงพยาบาล UNM ขอโทษ จ่าย 2,500 ดอลลาร์

เหตุการณ์ แฮ็กเกอร์อ้างโจมตีโรงพยาบาล UNM ขอโทษ จ่าย 2,500 ดอลลาร์ กลายเป็นประเด็นสำคัญในวงการความปลอดภัยไซเบอร์และสาธารณสุข หลังกลุ่มแฮ็กเกอร์ BYOD อ้างว่าได้เจาะระบบของ University of New Mexico Health Sciences Center หรือ UNM HSC จนส่งผลกระทบต่อการให้บริการของโรงพยาบาล แม้ขณะนี้รายละเอียดหลายส่วนยังไม่ได้รับการยืนยันจากมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่โรงพยาบาลต้องเผชิญในยุคที่ระบบดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ป่วยแทบทุกขั้นตอน

UNM HSC ตรวจพบภัยคุกคามทางไซเบอร์ในช่วงเช้าวันจันทร์ และเริ่มดำเนินมาตรการควบคุมเหตุการณ์ทันที ระบบบางส่วนถูกจำกัดการใช้งานเพื่อป้องกันไม่ให้ภัยคุกคามแพร่กระจาย ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลต้องเปลี่ยนเส้นทางรถพยาบาลไปยังสถานพยาบาลอื่นในเมือง Albuquerque และ Santa Fe เป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ การผ่าตัดแบบผู้ป่วยนอกและนัดหมายบางรายการถูกระงับในช่วงที่ทีมงานกำลังตรวจสอบเครือข่าย

แฮ็กเกอร์อ้างโจมตีโรงพยาบาล UNM ขอโทษ จ่าย 2,500 ดอลลาร์

เหตุการณ์นี้มีความน่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะ UNM Hospital เป็นศูนย์อุบัติเหตุระดับ 1 เพียงแห่งเดียวของรัฐนิวเม็กซิโก การหยุดชะงักของระบบแม้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ อาจส่งผลต่อการคัดกรองผู้ป่วย การจัดคิวรักษา การสื่อสารระหว่างทีมแพทย์ และการรับผู้ป่วยฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม UNM ระบุในเวลาต่อมาว่า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญกลับมาให้บริการได้ และการดำเนินงานของโรงพยาบาลกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทางมหาวิทยาลัยระบุว่า เหตุการณ์กระทบอุปกรณ์ของผู้ใช้งานบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าผู้โจมตีสามารถเจาะเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์หรือระบบแกนกลางได้ ทีมงานภายในทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพื่อรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย พร้อมแจ้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในระดับรัฐและรัฐบาลกลาง ขณะเดียวกัน การเรียนการสอนและกิจกรรมวิจัยบางส่วนถูกยกเลิกชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเปิดตามปกติในวันถัดมา

แฮ็กเกอร์อ้างโจมตีโรงพยาบาล UNM ขอโทษ จ่าย 2,500 ดอลลาร์ เกิดอะไรขึ้น

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน กลุ่ม BYOD ได้นำชื่อ University of New Mexico ไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ประกาศข้อมูลรั่วไหลที่ทำงานผ่านเครือข่าย Tor กลุ่มดังกล่าวอ้างว่าสามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ประมาณ 36,000 เครื่อง รวมถึงฐานข้อมูล Oracle ระบบทรัพยากรบุคคลและเงินเดือน ข้อมูลนักศึกษา อีเมลภายใน รายชื่อในระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ และข้อมูลส่วนบุคคลของนักศึกษาและพนักงาน

ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างสมบูรณ์ UNM ยังไม่ได้ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวถูกขโมยจริงหรือไม่ และไม่ได้เรียกเหตุการณ์นี้อย่างเป็นทางการว่าเป็นการโจมตีแบบเรียกค่าไถ่ ดังนั้น ผู้ติดตามข่าวควรแยกแยะระหว่างข้อมูลที่มาจากประกาศของมหาวิทยาลัยกับคำกล่าวอ้างของกลุ่มแฮ็กเกอร์ ซึ่งอาจมีการพูดเกินจริงเพื่อสร้างแรงกดดันหรือเรียกความสนใจ

  • ระบบโรงพยาบาลบางส่วนหยุดชะงักและต้องเปลี่ยนเส้นทางรถพยาบาลชั่วคราว
  • การนัดหมายและการผ่าตัดผู้ป่วยนอกถูกระงับในช่วงแรกของเหตุการณ์
  • มหาวิทยาลัยระบุว่าระบบสำคัญกลับมาใช้งานได้และการรักษาพยาบาลดำเนินต่อ
  • คำกล่าวอ้างเรื่องข้อมูลรั่วไหลและจำนวนอุปกรณ์ที่ถูกเจาะยังไม่ได้รับการยืนยัน
  • หน่วยงานเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างเป็นผู้จ่ายเงินเยียวยา

ต่อมา BYOD เผยแพร่ข้อความที่ระบุว่าจะมอบกุญแจถอดรหัสให้กับอุปกรณ์ในภาคโรงพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย กลุ่มอ้างว่าไม่ทราบว่าอุปกรณ์ที่ถูกล็อกนั้นเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ พร้อมกล่าวขอโทษผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบ และเสนอจ่ายเงินสูงสุดรายละ 2,500 ดอลลาร์ หากผู้ป่วยสามารถแสดงหลักฐานความเสียหายได้

แม้การขอโทษและข้อเสนอช่วยเหลืออาจดูผิดปกติเมื่อมาจากกลุ่มแรนซัมแวร์ แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานว่ากลุ่มดังกล่าวมีเจตนาดี หรือข้อเสนอจะเกิดขึ้นจริง หน่วยงานสาธารณสุขเตือนว่า หลังเกิดเหตุโจมตีไซเบอร์ ผู้ไม่หวังดีอาจใช้ความสับสนของประชาชนสร้างแผนหลอกลวงเพิ่มเติม เช่น ส่งข้อความขอข้อมูลส่วนตัว เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อรับเงินชดเชย หรือหลอกให้ติดตั้งโปรแกรมที่เป็นอันตราย

ผลกระทบต่อผู้ป่วยและข้อมูลส่วนบุคคล

สำหรับผู้ป่วย สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามประกาศจาก UNM หรือหน่วยงานรัฐโดยตรง ไม่ควรติดต่อผ่านลิงก์ที่ได้รับจากอีเมลหรือข้อความที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หากมีผู้ติดต่อโดยอ้างว่าจะมอบเงิน 2,500 ดอลลาร์ ควรตรวจสอบชื่อหน่วยงาน หมายเลขโทรศัพท์ และช่องทางการยืนยันตัวตนก่อนส่งเอกสารใด ๆ โดยเฉพาะสำเนาบัตรประชาชน ข้อมูลบัญชีธนาคาร หมายเลขประกันสังคม หรือรหัสผ่าน

ในมุมของโรงพยาบาล เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการป้องกันระบบต้องครอบคลุมทั้งเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์ปลายทาง บัญชีผู้ใช้งาน ระบบสำรองข้อมูล และกระบวนการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน องค์กรควรแยกเครือข่ายระบบการรักษาออกจากเครือข่ายสำนักงาน ใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน อัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ และฝึกซ้อมแผนรับมือกรณีระบบเวชระเบียนไม่สามารถใช้งานได้

กลุ่ม BYOD เป็นกลุ่มแรนซัมแวร์ที่เพิ่งปรากฏตัวได้ไม่นาน และอ้างว่าการโจมตีของตนเป็นการทดสอบระบบเพื่อเปิดโปงจุดอ่อนขององค์กร อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตและการทำให้บริการสาธารณสุขหยุดชะงักยังคงสร้างความเสียหายต่อผู้ป่วย บุคลากร และองค์กร ไม่ว่าผู้โจมตีจะเรียกการกระทำของตนว่าเป็นการทดสอบระบบหรือการเปิดโปงปัญหาความปลอดภัยก็ตาม

กรณีในอดีต เช่น การที่กลุ่ม LockBit เคยขอโทษและมอบกุญแจถอดรหัสให้โรงพยาบาลเด็กในแคนาดา แสดงให้เห็นว่ากลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์บางกลุ่มอาจเปลี่ยนท่าทีเมื่อการโจมตีส่งผลต่อผู้ป่วยโดยตรง แต่เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้ทำให้องค์กรสามารถพึ่งพาคำสัญญาของแฮ็กเกอร์ได้ โรงพยาบาลยังจำเป็นต้องมีระบบสำรองข้อมูลที่แยกออกจากเครือข่ายหลัก และต้องสามารถกู้คืนระบบได้ด้วยตนเอง

ในขณะนี้ ยังไม่ชัดเจนว่า BYOD มีส่วนช่วยให้ระบบของ UNM กลับมาใช้งานได้หรือไม่ และมหาวิทยาลัยยืนยันว่าไม่ได้ทำข้อตกลงหรือยอมจ่ายผลประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ประชาชนจึงควรรอข้อมูลจากการสอบสวนอย่างเป็นทางการ และไม่แชร์คำกล่าวอ้างที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันต่อไปโดยไม่ตรวจสอบ

ข้อคิดสำคัญ คือ ความปลอดภัยไซเบอร์ของโรงพยาบาลไม่ใช่เพียงเรื่องของฝ่ายไอที แต่เป็นส่วนหนึ่งของความปลอดภัยของผู้ป่วย ทุกองค์กรควรเตรียมแผนสำรองและให้ความรู้แก่บุคลากรอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้ป่วยควรระวังข้อเสนอเงินชดเชยที่มาจากแหล่งไม่เป็นทางการ หากได้รับข้อความน่าสงสัย ให้ตรวจสอบกับโรงพยาบาลโดยตรงก่อนดำเนินการใด ๆ

ที่มา – Hacker Group Claims UNM Hospital Cyberattack, Then Apologizes and Offers Patients $2,500

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *