แม่ทัพภาคที่ 1 ชี้แจงวางลวดหนามบ้านหนองจานแค่ยุทธวิธีป้องกันตัว ด้านผู้ว่าฯ สระแก้วยืนยันไม่มีใครมีเอกสารสิทธิในพื้นที่
เมื่อเร็ว ๆ นี้ พล.ท. อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ แม่ทัพภาคที่ 1 ชี้แจงวางลวดหนามบ้านหนองจานแค่ยุทธวิธีป้องกันตัว ด้านผู้ว่าฯ สระแก้วยืนยันไม่มีใครมีเอกสารสิทธิในพื้นที่ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสื่อต่าง ๆ
แม่ทัพภาคที่ 1 ชี้แจงวางลวดหนามบ้านหนองจานแค่ยุทธวิธีป้องกันตัว ด้านผู้ว่าฯ สระแก้วยืนยันไม่มีใครมีเอกสารสิทธิในพื้นที่
แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า การวางแนวลวดหนามในบริเวณบ้านหนองจานนั้น ไม่ใช่การปักปันเขตแดนใหม่ แต่เป็นเพียงแนวทางการป้องกันตัวและควบคุมพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47 ที่ยังไม่มีการปักปันชัดเจน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงและป้องกันการบุกรุกจากฝ่ายตรงข้าม
นอกจากนี้ พล.ท. อมฤต ยังชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนกำลังพลของกองทัพภาคที่ 1 เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ว่าเป็นมาตรการยับยั้งไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาเพิ่มกำลังในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีแนวโน้มความตึงเครียดสูง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
สถานการณ์พื้นที่หนองจาน และการยืนยันสิทธิ์ของไทย
ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า พื้นที่บ้านหนองจานไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้ง สก.1 และ นส.3 ที่คาดว่าอาจมีการจดทะเบียน โดยตอกย้ำว่าการอยู่อาศัยของประชาชนในพื้นที่เป็นเพียงการออกเลขที่อยู่เพื่อความสะดวกในการใช้ไฟฟ้าและบริการพื้นฐาน ไม่ได้เป็นการรับรองสิทธิใด ๆ
แม้จะมีข่าวลือว่ามีโฉนดของคนไทย แต่ข้อมูลที่สืบสวนพบนั้นยืนยันว่าพื้นที่เป็นป่า และไม่มีหลักฐานทางกฎหมายใด ๆ ที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ของใครกันแน่
ความร่วมมือข้ามพรมแดนและการเก็บกู้ระเบิด
สำหรับพื้นที่ชายแดนในจังหวัดสระแก้ว มีการรักษาด่านและควบคุมพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชายแดน (ศอ.ปชด.) เพื่อป้องกันกลุ่มค้าประเวณี ยาเสพติด และสแกมเมอร์ที่ใช้พื้นที่ชายแดนเป็นจุดในการกระทำผิด
อย่างไรก็ตาม พล.ต. สุราวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เปิดเผยว่าจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) พบว่าฝ่ายกัมพูชายอมรับข้อเสนอหลักของไทย ในเรื่องการร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามสแกมเมอร์
ทั้งนี้ พล.ต. สุราวิชญ์ เน้นย้ำว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดต้องดำเนินการทันทีโดยไม่รอสัญญาหรือการปักปันตีขัดกัน เพราะทุ่นระเบิดที่ยังเหลืออยู่ในพื้นที่เป็นภัยเร้นซ่อนที่สามารถระเบิดได้ทุกเมื่อ
แม้ประเด็นพื้นที่และเอกสารสิทธิจะซับซ้อน แต่การดำเนินงานโดยกองทัพภาคที่ 1 มุ่งเน้นให้ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ รวมถึงความมั่นคงของชาติ พร้อมตั้งตารอผลการเจรจาในระดับสูงขึ้น
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบสุข ไว้วางใจกองทัพที่ยังคงพยายามรักษาความมั่นคงและอธิปไตย์อย่างเต็มความสามารถ