แพทย์สแกนหน้าอกชายคนหนึ่งพบเข็มเย็บผ้าในหัวใจ
เรื่องราวทางการแพทย์บางอย่างฟังดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง เมื่อแพทย์สแกนหน้าอกชายวัย 35 ปี และพบวัตถุโลหะคล้ายเข็มเย็บผ้าอยู่ใกล้หัวใจ การตรวจเพิ่มเติมทำให้ทีมแพทย์พบว่าเข็มไม่ได้อยู่เพียงจุดเดียว แต่มีเข็มอีกหลายเล่มกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถเล่าประวัติหรืออาการของตนเองได้อย่างชัดเจน
ชายคนดังกล่าวเดินทางไปโรงพยาบาลหลังมีอาการปวดขณะปัสสาวะและพบเลือดปนในปัสสาวะนานประมาณสองสัปดาห์ ภายนอกเขาดูไม่ได้มีอาการผิดปกติรุนแรง แพทย์จึงเริ่มตรวจด้วยภาพถ่ายทางการแพทย์เบื้องต้น แต่กลับพบเงาผิดปกติบริเวณใกล้หัวใจ เมื่อทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan อย่างละเอียด จึงพบวัตถุโลหะลักษณะคล้ายเข็มจำนวนมากอยู่ภายในร่างกาย
แพทย์สแกนหน้าอกชายคนหนึ่งพบเข็มเย็บผ้าในหัวใจ
ผลการตรวจพบเข็มลักษณะดังกล่าวบริเวณผนังหน้าท้อง อุ้งเชิงกราน กระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะเพศ นอกจากนี้ยังพบเข็มเล่มหนึ่งยาวประมาณ 36 มิลลิเมตร แทงทะลุเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งเป็นถุงที่มีของเหลวและทำหน้าที่ปกป้องหัวใจ เข็มเล่มนี้เข้าไปอยู่ในโพรงหัวใจห้องล่างซ้าย และเคลื่อนที่ไปพร้อมกับจังหวะการเต้นของหัวใจ
ความน่าตกใจของกรณีนี้คือ ไม่มีบาดแผลหรือรอยแผลเป็นที่ผนังหน้าอกให้เห็นอย่างชัดเจน แพทย์ยังพบว่าเข็มมีร่องรอยการกัดกร่อน จึงคาดว่าเข็มอาจอยู่ภายในร่างกายมานานเป็นเวลาหลายปี แม้ผู้ป่วยและครอบครัวจะไม่สามารถระบุได้ว่าเข็มเหล่านี้เข้าไปอยู่ในร่างกายได้อย่างไร แต่ทีมแพทย์เชื่อว่าเขาน่าจะเป็นผู้สอดเข็มเข้าไปเอง
เหตุใดเข็มในหัวใจจึงเป็นภาวะที่ซับซ้อน
เข็มที่อยู่ใกล้หัวใจมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจฉีกขาด เกิดเลือดออกภายใน หรือกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ การผ่าตัดนำวัตถุแปลกปลอมออกจึงต้องประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ แพทย์ไม่ได้เลือกนำเข็มทุกเล่มออกในครั้งเดียว เนื่องจากเข็มบางเล่มอยู่ในตำแหน่งที่การผ่าตัดอาจสร้างอันตรายมากกว่าการเฝ้าติดตาม
ในกรณีนี้ ทีมรักษาตัดสินใจนำเข็มที่อยู่ใกล้หัวใจและมีความเสี่ยงต่อชีวิตมากที่สุดออกก่อน การผ่าตัดสามารถนำเข็มเย็บผ้าโลหะสีดำออกมาได้ทั้งเล่มโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระหว่างการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัดการทำงานของหัวใจลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจเกิดจากความเสียหายที่เข็มสร้างไว้ รวมถึงความเครียดจากกระบวนการผ่าตัด
- ตำแหน่งที่พบวัตถุโลหะ: ผนังหน้าท้อง อุ้งเชิงกราน กระเพาะปัสสาวะ อวัยวะเพศ และบริเวณหัวใจ
- ความยาวของเข็มที่อันตรายที่สุด: ประมาณ 36 มิลลิเมตร
- อวัยวะที่ได้รับผลกระทบ: เยื่อหุ้มหัวใจและโพรงหัวใจห้องล่างซ้าย
- แนวทางรักษา: นำเข็มที่เสี่ยงต่อชีวิตออก และติดตามเข็มส่วนที่เหลืออย่างใกล้ชิด
การวินิจฉัยต้องใช้ภาพถ่ายหลายรูปแบบ
แพทย์ระบุว่าผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาอาจเล่าประวัติการเจ็บป่วยได้ไม่ครบถ้วน ทำให้การวินิจฉัยวัตถุแปลกปลอมในร่างกายมีความท้าทายมากขึ้น นอกจากนี้ อาการจากเข็มที่อยู่ภายในร่างกายอาจไม่แสดงออกทันที และบางตำแหน่งก็ไม่มีรอยแผลภายนอก การตรวจเพียงรูปแบบเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าแพทย์จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การตรวจแบบหลายรูปแบบ ตั้งแต่การตรวจร่างกาย การเอกซเรย์ การตรวจ CT scan ไปจนถึงการประเมินการทำงานของหัวใจ วิธีการเหล่านี้ช่วยให้ทีมแพทย์มองเห็นตำแหน่ง จำนวน และความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุโลหะกับอวัยวะสำคัญได้ชัดเจนขึ้น ก่อนวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด
ผู้ป่วยเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นเมื่อประมาณสองปีก่อน และแพทย์ในเวลานั้นนำวัตถุคล้ายเข็มสองชิ้นออกจากช่องท้อง แต่ไม่มีเวชระเบียนเดิมให้ตรวจสอบ จึงไม่ทราบแน่ชัดว่าเข็มทั้งหมดเข้าไปในร่างกายเมื่อใด การขาดข้อมูลในอดีตทำให้การดูแลครั้งนี้ต้องอาศัยหลักฐานจากภาพถ่ายทางการแพทย์และการติดตามอาการเป็นหลัก
การดูแลผู้ป่วยต้องคำนึงถึงทั้งร่างกายและจิตใจ
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าพฤติกรรมการสอดหรือกลืนวัตถุแปลกปลอมพบได้ไม่บ่อย แต่มีรายงานในผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา รวมถึงผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ การรักษาจึงไม่ควรเน้นเฉพาะการนำสิ่งแปลกปลอมออกเท่านั้น ครอบครัว ผู้ดูแล และทีมสหวิชาชีพควรร่วมกันค้นหาสาเหตุ ป้องกันการเกิดซ้ำ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับและได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ การติดตามผลหลังผ่านไปเก้าเดือนพบว่าอาการโดยรวมคงที่ ส่วนเข็มที่เหลือยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะการนำออกอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าการปล่อยไว้ในตำแหน่งเดิม เหตุการณ์นี้จึงไม่มีคำตอบเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคน แผนการรักษาต้องออกแบบตามตำแหน่งของวัตถุ อาการของผู้ป่วย และโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
รายงานทางการแพทย์ระบุว่า กรณีเข็มเย็บผ้าเข้าไปในหัวใจเป็นเหตุการณ์ที่พบได้น้อยมาก โดยการทบทวนงานวิจัยในปี 2024 พบรายงานลักษณะใกล้เคียงกันเพียง 34 กรณีนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา แม้จะพบไม่บ่อย แต่กรณีนี้เตือนให้เห็นว่าการตรวจที่เหมาะสมและการสังเกตความผิดปกติเล็ก ๆ สามารถช่วยค้นหาภาวะอันตรายที่ซ่อนอยู่ได้
ข้อคิดสำคัญ: หากคนในครอบครัวมีอาการผิดปกติที่อธิบายไม่ได้ เช่น ปวดเรื้อรัง มีเลือดออก หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการทำร้ายร่างกาย ควรพาไปพบแพทย์และแจ้งข้อมูลทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา การดูแลอย่างใกล้ชิดและการทำงานร่วมกันของครอบครัวกับทีมแพทย์อาจช่วยป้องกันเหตุการณ์รุนแรงในอนาคตได้
ที่มา – Doctors Scanned This Man’s Chest and Found a Sewing Needle in His Heart
