แท็บเล็ต Fire ของ Amazon จบลงแล้ว Alexa Tablets มาแทน
Amazon กำลังปิดฉากยุคของแท็บเล็ต Fire ที่หลายคนคุ้นเคย และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตระกูลใหม่ในชื่อ Alexa Tablets แทน โดยแท็บเล็ต Fire ของ Amazon จบลงแล้ว Alexa Tablets มาแทน พร้อมการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ทั้งด้านดีไซน์ ประสิทธิภาพ หน้าจอ และประสบการณ์ซอฟต์แวร์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะแท็บเล็ต Fire เคยเป็นอุปกรณ์ราคาประหยัดที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 59.99 ดอลลาร์สหรัฐ แต่รุ่นใหม่มีราคาเริ่มต้นสูงขึ้นที่ 229.99 ดอลลาร์สหรัฐ
แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ Amazon ก็ไม่ได้เปลี่ยนเพียงชื่อสินค้าเท่านั้น บริษัทพยายามยกระดับแท็บเล็ตให้เข้าใกล้คู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง iPad และ Samsung Galaxy Tab มากขึ้น ทั้งยังแก้ปัญหาสำคัญที่ผู้ใช้แท็บเล็ต Fire ต้องเผชิญมาเป็นเวลานาน นั่นคือข้อจำกัดด้านแอปพลิเคชัน
แท็บเล็ต Fire ของ Amazon จบลงแล้ว Alexa Tablets มาแทน
Alexa Tablets มีให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ รุ่น 8 นิ้ว รุ่น 11 นิ้ว และรุ่นท็อปอย่าง Alexa Tablet 12 Pro โดยมีกำหนดเริ่มวางจำหน่ายวันที่ 19 ตุลาคม ตัวเครื่องใช้วัสดุอะลูมิเนียมที่ดูพรีเมียมกว่าแท็บเล็ต Fire รุ่นเดิมอย่างชัดเจน พร้อมชิปประมวลผลที่เร็วขึ้นและหน้าจอที่มีคุณภาพดีขึ้น
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคือ Alexa Tablets รองรับ Google Play services อย่างเป็นทางการ ผู้ใช้จึงสามารถดาวน์โหลดแอปยอดนิยมได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Gmail, Google Maps, Snapchat, Reddit, Slack และแอปจากผู้พัฒนารายอื่นจำนวนมาก ปัญหาที่เคยทำให้แท็บเล็ต Fire ใช้งานได้ไม่เต็มที่จึงลดลงอย่างมาก
แท็บเล็ต Fire ของ Amazon จบลงแล้ว Alexa Tablets มาแทน พร้อมแอปที่ครบกว่าเดิม
ที่ผ่านมา Fire OS มีพื้นฐานมาจาก Android แต่ Amazon ไม่ได้เปิดให้เข้าถึงบริการ Google Play อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ผู้ใช้ต้องพึ่งพา Amazon Appstore ซึ่งมีจำนวนแอปน้อยกว่าและบางครั้งต้องติดตั้งแอปด้วยวิธีที่ยุ่งยาก การเปลี่ยนมาใช้ Android ที่เข้าถึง Google Play services ได้จึงเป็นก้าวสำคัญของผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่
ในด้านซอฟต์แวร์ Amazon ยังคงปรับแต่ง Android ให้เข้ากับระบบนิเวศของตัวเอง แต่พยายามรักษาหน้าตาและวิธีใช้งานให้ใกล้เคียง Android มาตรฐาน ผู้ใช้สามารถปัดหน้าจอจากด้านบนเพื่อดูการแจ้งเตือนและเมนูด่วน ปัดจากแถบด้านล่างเพื่อปิดแอปหรือดูแอปที่เปิดล่าสุด และปัดขึ้นจากหน้าหลักเพื่อเปิดรายการแอปทั้งหมด
Alexa+ คือหัวใจของประสบการณ์ใช้งานใหม่
ตามชื่อผลิตภัณฑ์ Alexa มีบทบาทสำคัญในแท็บเล็ตรุ่นใหม่ โดย Alexa+ จะปรากฏในวิดเจ็ต Dynamic Tab บริเวณมุมซ้ายบนของหน้าจอ ฟังก์ชันนี้สามารถแสดงภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และเกมที่ผู้ใช้อาจต้องการกลับไปใช้งานต่อ
ผู้ใช้ยังสามารถปัดจากมุมขวาล่างเพื่อเปิดหน้าต่างสนทนากับ Alexa+ และถามคำถามหรือสั่งงานโดยอ้างอิงข้อมูลที่กำลังแสดงอยู่บนหน้าจอ นอกจากนี้ ปุ่ม A ยังใช้เปิดแผงควบคุมอุปกรณ์สมาร์ตโฮมที่เชื่อมต่อกับบัญชี Amazon ได้ ทำให้แท็บเล็ตทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมบ้านอัจฉริยะได้สะดวกขึ้น
ความสามารถของ Alexa+ ที่น่าสนใจ ได้แก่ การรายงานสภาพอากาศ การเปิดเพลง การตั้งปลุก การสรุปเนื้อหาเว็บไซต์ และช่วยค้นหาหรือเลือกซื้อสินค้า หากผู้ใช้เปิดบทความรวมสินค้าแล้วขอให้ Alexa+ เพิ่มสินค้าลงตะกร้า ระบบก็สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและดำเนินการให้ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำและความเร็วอาจขึ้นอยู่กับคุณภาพเครือข่ายและการทดสอบในสถานการณ์จริง
Amazon ยังให้ผู้ใช้เลือกเปิดหรือปิดฟังก์ชันวิเคราะห์เนื้อหาบนหน้าจอได้ หากไม่ต้องการให้ Alexa+ อ่านข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำก็สามารถปิดการทำงานได้ และระบบจะแสดงสัญลักษณ์บอกเมื่อ Alexa+ กำลังฟังหรือวิเคราะห์สิ่งที่อยู่บนหน้าจอ ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสด้านความเป็นส่วนตัว
Alexa Tablet 12 Pro รุ่นเรือธงสำหรับความบันเทิงและงานจริงจัง
Alexa Tablet 12 Pro เป็นรุ่นใหญ่ที่สุดในกลุ่ม มาพร้อมหน้าจอขนาด 12 นิ้ว อัตราส่วน 3:2 ความละเอียด 2,800 x 1,840 พิกเซล และอัตรารีเฟรช 120Hz ตัวเครื่องบางเพียง 6.5 มิลลิเมตร ให้ความรู้สึกใกล้เคียงแท็บเล็ตระดับพรีเมียมอย่าง iPad Pro และ Galaxy Tab
รุ่นนี้มีตัวเลือกหน้าจอ 2 แบบ ได้แก่ หน้าจอ Glossy มาตรฐาน ราคาเริ่มต้น 499.99 ดอลลาร์สหรัฐ และหน้าจอ Nanomatte แบบด้าน ราคาเริ่มต้น 549.99 ดอลลาร์สหรัฐ หน้าจอ Nanomatte ช่วยลดแสงสะท้อนและยังอ่านได้ง่ายเมื่อใช้งานกลางแจ้งหรืออยู่ใกล้หน้าต่างที่มีแสงแดดจ้า แม้สีจะไม่สดเท่าหน้าจอ Glossy แต่ยังให้ภาพที่มีคุณภาพดี
ภายในใช้ชิป MediaTek 8400 แบบ 8 คอร์ พร้อม RAM 8GB ในรุ่นหน้าจอ Glossy และ 16GB ในรุ่น Nanomatte Amazon ระบุว่าประสิทธิภาพซีพียูเร็วขึ้นเกือบ 3 เท่า และกราฟิกเร็วขึ้นถึง 9 เท่าเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตรุ่นก่อนของบริษัท พื้นที่จัดเก็บเริ่มต้น 128GB ส่วนรุ่น Nanomatte มีตัวเลือก 256GB
Alexa Tablet 12 Pro รองรับ Wi-Fi 6E แบตเตอรี่ใช้งานดูวิดีโอได้นานสูงสุด 16 ชั่วโมง มีลำโพง Dolby Atmos จำนวน 4 ตัว และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มเปิดปิด กล้องหลังมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล เหมาะกับการประชุมออนไลน์และวิดีโอคอลทั่วไป
ผู้ที่ต้องการใช้แท็บเล็ตทำงานสามารถซื้อ Pro Keyboard ในราคา 149.99 ดอลลาร์สหรัฐ และ Pro Pen ราคา 89.99 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อจับคู่กับอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ รุ่น 12 Pro จะมีลักษณะคล้าย Surface Pro และสามารถเปิดแอป 2 หน้าต่างพร้อมกันได้โดยตัวหนังสือยังอ่านง่าย
โหมด Kindle เพิ่มความน่าสนใจสำหรับคนชอบอ่าน
หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือ Kindle mode ซึ่งเปลี่ยน Alexa Tablet 12 Pro ให้เหมาะกับการอ่านหนังสือมากขึ้น โดยระบบจะลดการแจ้งเตือน ลดแสงสีฟ้า และช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้นานสูงสุด 20 ชั่วโมง ผู้ใช้สามารถเลือกโหมดภาพได้ 3 แบบ ได้แก่ Standard, Color Paper และ Ink Paper
- Standard: แสดงเนื้อหาตามปกติ พร้อมโทนสีอบอุ่นและสีสันที่ยังคงสดใส
- Color Paper: ลดความจัดของสี เพื่อให้ความรู้สึกคล้ายกระดาษพิมพ์
- Ink Paper: เปลี่ยนเป็นโทนขาวดำ เหมาะกับการอ่านอย่างมีสมาธิ
โหมด Color Paper ถือว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะทำให้สีของเนื้อหาดูคล้ายหน้าจอ e-reader แบบสี ขณะที่โหมด Ink Paper เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดสิ่งรบกวนและอ่านนิยายหรือเอกสารเป็นเวลานาน
Alexa Tablet 11 เหมาะกับการดูคอนเทนต์
Alexa Tablet 11 มีราคาเริ่มต้น 329.99 ดอลลาร์สหรัฐ ใช้หน้าจอ Glossy ความละเอียด 2.5K และอัตรารีเฟรช 90Hz รุ่นนี้เน้นการดูวิดีโอ อ่านข่าว เล่นเกม และใช้งานทั่วไปมากกว่าการทำงานจริงจัง Amazon ไม่มีคีย์บอร์ดหรือปากกาเฉพาะรุ่นวางจำหน่าย จึงเห็นได้ชัดว่ากลุ่มเป้าหมายคือผู้บริโภคคอนเทนต์
แท็บเล็ตใช้ชิป MediaTek 8199 แบบ 8 คอร์ พร้อม RAM 8GB พื้นที่จัดเก็บเริ่มต้น 64GB และมีรุ่น 128GB ให้เลือก มีลำโพง Dolby Atmos 2 ตัว แบตเตอรี่ดูวิดีโอได้นานสูงสุด 15 ชั่วโมง และมีเครื่องอ่านลายนิ้วมือที่ปุ่มเปิดปิด กล้องหน้าและกล้องหลังมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
ตัวเครื่องอะลูมิเนียมมีสี Graphite, Amethyst และ Matcha ซึ่งให้ภาพลักษณ์สนุกและแตกต่างจากแท็บเล็ตสีเข้มทั่วไป ประสิทธิภาพอาจช้ากว่ารุ่น 12 Pro เล็กน้อย แต่ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์ Alexa+ ยังคงเหมือนกัน
Alexa Tablet 8 รุ่นประหยัดและพกพาง่าย
Alexa Tablet 8 เป็นรุ่นราคาถูกที่สุด เริ่มต้นที่ 229.99 ดอลลาร์สหรัฐ มาพร้อมหน้าจอขนาด 8.7 นิ้ว ชิป MediaTek 8189, RAM 4GB, พื้นที่จัดเก็บ 64GB และแบตเตอรี่ดูวิดีโอได้นานสูงสุด 14 ชั่วโมง ผู้ใช้สามารถเลือกรุ่น RAM 8GB และพื้นที่จัดเก็บ 128GB ได้เช่นกัน
จุดเด่นของรุ่นนี้คือขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา เหมาะกับการพกพา ใช้อ่านหนังสือ ดูวิดีโอ หรือให้เด็กใช้งาน ตัวเครื่องมีสี Graphite, Rosette และ Teal พร้อมกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลและกล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล อย่างไรก็ตาม จากการทดลองใช้งานเบื้องต้นพบว่าอาจมีอาการหน่วงเวลาเลื่อนหน้าจอ โดยต้องรอดูว่าซอฟต์แวร์เวอร์ชันจำหน่ายจริงจะปรับปรุงได้มากน้อยเพียงใด
รุ่น Kids สำหรับครอบครัว
Amazon ยังเปิดตัวรุ่น Kids ของ Alexa Tablet 8 และ Alexa Tablet 11 โดยสเปกพื้นฐานเหมือนรุ่นทั่วไป แต่มีเคสกันกระแทกแบบนุ่มหรือเคสแข็งบางพร้อมขาตั้งให้เลือก ซอฟต์แวร์ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับเด็กและผู้ปกครองที่ต้องการควบคุมการใช้งาน
Kids Tablet 8 เริ่มต้นที่ 229.99 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน Kids Tablet 11 เริ่มต้นที่ 329.99 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นทางเลือกสำหรับครอบครัวที่ต้องการแท็บเล็ตสำหรับดูการ์ตูน เรียนออนไลน์ และใช้แอปเพื่อการศึกษา
เจ้าของแท็บเล็ต Fire เดิมควรทำอย่างไร
แม้ Amazon จะยุติการทำตลาดแท็บเล็ต Fire แต่บริษัทระบุว่าจะยังคงปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยให้ผลิตภัณฑ์เดิมต่อไป โดยยังไม่ได้ประกาศระยะเวลาสนับสนุนที่แน่นอน หากคุณมีแท็บเล็ต Fire ที่ยังใช้งานได้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องรีบทิ้ง สามารถใช้งานต่อ ส่งต่อให้สมาชิกครอบครัว บริจาค หรือรีไซเคิลอย่างถูกวิธีเมื่อหมดอายุการใช้งาน
โดยสรุป แท็บเล็ต Fire ของ Amazon จบลงแล้ว Alexa Tablets มาแทน ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ของ Amazon จากอุปกรณ์ราคาประหยัดที่มีข้อจำกัด ไปสู่แท็บเล็ตที่มีวัสดุดีขึ้น รองรับแอปครบขึ้น และมี Alexa+ เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในตัว รุ่น 12 Pro เหมาะกับผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ทำงานและความบันเทิง รุ่น 11 เหมาะกับการบริโภคคอนเทนต์ ส่วนรุ่น 8 ตอบโจทย์คนที่ต้องการความคล่องตัวและราคาจับต้องได้
ความคิดเห็นส่วนตัวคือ Alexa Tablets มีโอกาสทำให้ Amazon กลับมาแข่งขันในตลาดแท็บเล็ตได้จริง แต่ราคาที่สูงขึ้นทำให้ผู้ซื้อควรเปรียบเทียบกับ iPad และ Galaxy Tab อย่างรอบคอบ หากคุณกำลังมองหาแท็บเล็ต Android รุ่นใหม่ การรอรีวิวประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ และการทำงานของ Alexa+ ในชีวิตประจำวันก่อนตัดสินใจ น่าจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
ที่มา – Amazon Fire Tablets Are Dead. Long Live Alexa Tablets
