แซม อัลท์แมนคิดว่าเขาคือโพรมีธีอุสแห่งซิลิคอนวัลเลย์

เรื่องราวของ แซม อัลท์แมนคิดว่าเขาคือโพรมีธีอุสแห่งซิลิคอนวัลเลย์ สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของผู้นำเทคโนโลยีที่มองว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ควรถูกเก็บไว้ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น แซม อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI เปรียบเทียบภารกิจของบริษัทกับการนำพลังสำคัญออกมาแบ่งปันให้คนทั่วไป เช่นเดียวกับไฟฟ้าหรือไฟที่เคยเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์

ในตำนานกรีก โพรมีธีอุสเป็นไททันผู้ขโมยไฟจากเขาโอลิมปัสแล้วมอบให้มนุษย์ การกระทำดังกล่าวทำให้เขาถูกซุสลงโทษอย่างสาหัสและต้องเผชิญความทรมานชั่วนิรันดร์ อย่างไรก็ตาม โพรมีธีอุสยังถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของผู้ท้าทายอำนาจเดิม และเป็นผู้ทำให้ความรู้หรือพลังที่เคยจำกัดอยู่ในกลุ่มเทพเจ้ากลายเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปเข้าถึงได้

แซม อัลท์แมนคิดว่าเขาคือโพรมีธีอุสแห่งซิลิคอนวัลเลย์

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ Vanity Fair แซม อัลท์แมนถูกถามถึงเป้าหมายส่วนตัว และวิธีที่เขาอยากให้ประวัติศาสตร์จดจำบทบาทของเขาในยุค AI เขาตอบว่า หากมีการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาในอนาคต เขาอยากให้ผู้คนพูดถึงงานของ OpenAI ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ AI กลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน ซึ่งทุกคนสามารถใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองได้อย่างมาก

อัลท์แมนอธิบายว่า AI ไม่ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนโดยที่พวกเขาไม่มีส่วนร่วม แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ผู้คนได้รับและนำไปใช้ตามความต้องการ แนวคิดนี้ทำให้ผู้สัมภาษณ์สรุปว่า ภาพบุคคลที่อัลท์แมนกำลังพูดถึงมีลักษณะใกล้เคียงกับโพรมีธีอุส ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าเป็นคำเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงกว่าคำอธิบายอื่น ๆ

แซม อัลท์แมนคิดว่าเขาคือโพรมีธีอุสแห่งซิลิคอนวัลเลย์จริงหรือไม่

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าอัลท์แมนมองตัวเองเป็นวีรบุรุษอย่างตรงไปตรงมา แต่สะท้อนมุมมองของเขาต่อการกระจายอำนาจของ AI เขากล่าวว่า คนจำนวนมากในซิลิคอนวัลเลย์เคยเชื่อว่า AI ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่คน กลุ่มคนเหล่านี้อาจกลายเป็นผู้กำหนดว่า สังคมจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด

อัลท์แมนเรียกภาพดังกล่าวว่าเป็นการปกครองโดยผู้นำที่อ้างว่าตนมีเจตนาดี หรือ “เผด็จการผู้หวังดี” ขณะที่ OpenAI เชื่อว่าการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงพลังของ AI จะสร้างประโยชน์โดยรวมได้มากกว่าความเสียหาย แม้การตัดสินใจเช่นนี้จะมาพร้อมความเสี่ยงและความไม่แน่นอนก็ตาม

ประเด็นสำคัญคือ AI มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงการทำงาน การเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และการดำเนินธุรกิจ ผู้ที่เข้าถึงโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงอาจทำงานได้รวดเร็วกว่า ตัดสินใจได้ดีขึ้น และสร้างบริการใหม่ได้ก่อนคนอื่น หากเทคโนโลยีดังกล่าวมีราคาแพงเกินไป หรือเปิดให้เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่และหน่วยงานรัฐใช้ อำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมก็อาจไหลไปอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ๆ

ความเสี่ยงของชนชั้นถาวรในยุค AI

หนึ่งในความกังวลที่เกิดขึ้นบ่อยคือการแบ่งสังคมออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือชนชั้นนำด้านเทคโนโลยีที่มีความรู้ เครื่องมือ และทรัพยากรในการใช้ AI อย่างเต็มที่ ส่วนอีกกลุ่มคือแรงงานทั่วไปที่อาจไม่มีทักษะเพียงพอ และอาจถูกระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ หากช่องว่างนี้ขยายตัวต่อเนื่อง คนกลุ่มหลังอาจกลายเป็น “ชนชั้นล่างถาวร” ที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจลดลงเรื่อย ๆ

ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ราคาของบริการ โครงสร้างตลาดแรงงาน และนโยบายของภาครัฐด้วย หากบริษัทเทคโนโลยีผลิต AI ที่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือเหล่านั้นได้อย่างยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำก็อาจรุนแรงขึ้น แม้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีจะมีเจตนาดีก็ตาม

  • การเข้าถึง: ผู้ใช้ทั่วไปควรมีโอกาสทดลองและใช้งาน AI ในราคาที่เหมาะสม
  • ทักษะ: ระบบการศึกษาควรเตรียมคนให้ทำงานร่วมกับ AI ไม่ใช่เพียงแข่งขันกับ AI
  • ความโปร่งใส: บริษัทควรอธิบายข้อจำกัด ความเสี่ยง และวิธีใช้ข้อมูลอย่างชัดเจน
  • ความปลอดภัย: การเปิดใช้โมเดลต้องมีมาตรการลดการหลอกลวง การโจมตีทางไซเบอร์ และการใช้ในทางผิด

เสรีภาพกับการกำกับดูแล AI

บทสัมภาษณ์ยังสะท้อนความขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยีกับความจำเป็นในการควบคุมความเสี่ยง อัลท์แมนยอมรับว่า OpenAI อยู่ในพื้นที่สีเทาเมื่อพูดถึงกฎระเบียบ เพราะการกำกับดูแลที่เข้มงวดเกินไปอาจทำให้ AI ถูกผูกขาดโดยบริษัทชั้นนำเพียงไม่กี่ราย แต่การปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปโดยไม่มีกรอบก็อาจสร้างผลกระทบที่รุนแรงได้

เขายกตัวอย่างโมเดลแบบโอเพนซอร์ส ซึ่งอาจทำให้เกิดคลื่นปัญหาด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เช่น การสร้างมัลแวร์ การโจมตีระบบ หรือการปลอมแปลงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ถึงอย่างนั้น อัลท์แมนยังมองว่าไม่ควรสั่งห้ามเทคโนโลยีลักษณะนี้ทั้งหมด เพราะสังคมอาจต้องยอมรับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยบางส่วน เพื่อแลกกับเสรีภาพและการกระจายอำนาจให้ผู้คนในวงกว้าง

มุมมองนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครควรเป็นผู้กำหนดระดับความเสี่ยงที่สังคมยอมรับได้ บริษัทเอกชนอาจมีความเชี่ยวชาญสูง แต่ก็มีผลประโยชน์ทางธุรกิจ ขณะที่รัฐบาลมีอำนาจออกกฎหมาย แต่การตัดสินใจอาจล่าช้าและไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ดังนั้น การกำกับดูแล AI อาจต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักพัฒนา นักวิชาการ ภาคประชาชน และผู้กำหนดนโยบาย

บทเรียนจากแนวคิดโพรมีธีอุสในโลกเทคโนโลยี

การเปรียบเทียบแซม อัลท์แมนกับโพรมีธีอุสมีทั้งด้านที่น่าสนใจและด้านที่ควรตั้งคำถาม ด้านหนึ่ง มันสื่อถึงความฝันในการมอบเครื่องมืออันทรงพลังให้คนทั่วไป แต่อีกด้านหนึ่ง ตำนานโพรมีธีอุสก็เตือนว่า การนำพลังใหม่มาใช้ย่อมมีต้นทุนและผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้ ผู้มอบไฟให้มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งหลังจากนั้น และสังคมก็ต้องเรียนรู้วิธีใช้ไฟด้วยความรับผิดชอบ

AI จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นทั้งผู้ช่วยให้รอดหรือภัยพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงด้านเดียว คุณค่าของมันขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถเข้าถึง ใครมีอำนาจกำหนดทิศทาง และมีระบบรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายหรือไม่ หาก OpenAI และบริษัทอื่นต้องการทำให้ AI เป็นเทคโนโลยีประชาธิปไตย พวกเขาควรแสดงให้เห็นทั้งความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและความพร้อมที่จะรับฟังสังคม

มุมมองส่งท้าย: ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับการเปรียบเทียบนี้หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือ เราจะช่วยกันทำให้ AI เป็นพลังที่คนทั่วไปใช้ได้จริง ปลอดภัย และเป็นธรรมได้อย่างไร ติดตามพัฒนาการของ AI อย่างมีวิจารณญาณ เรียนรู้ทักษะใหม่ และมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกา เพราะอนาคตของเทคโนโลยีไม่ควรเป็นเรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น

ที่มา – Sam Altman Thinks He’s the Prometheus of Silicon Valley

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *