เอกสารศาลเผย Meta คิดแผนลับโจมตีนักวิจารณ์

เอกสารศาลเผย Meta คิดแผนลับโจมตีนักวิจารณ์ หลังบริษัทถูกจับตามองอย่างหนักจากประเด็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น โดยเฉพาะการใช้งาน Facebook และ Instagram ข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ควรรับมือกับเสียงวิจารณ์ทางวิชาการอย่างไร เมื่อประเด็นนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของผู้ใช้งานอายุน้อย

ตามเอกสารที่ยื่นต่อศาลในคดีความซึ่งเกี่ยวข้องกับ Meta และบริษัทโซเชียลมีเดียรายอื่น ทีมงานภายใน Meta เคยหารือแนวทางรับมือกับ Jonathan Haidt นักจิตวิทยาสังคมและผู้เขียนหนังสือ The Anxious Generation หนังสือเล่มนี้เสนอว่า สมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียอาจมีส่วนทำให้สุขภาพจิตของเยาวชนเสื่อมถอย รวมถึงเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และพฤติกรรมทำร้ายตัวเองที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น

เอกสารศาลเผย Meta คิดแผนลับโจมตีนักวิจารณ์

ภายในเอกสารมีหัวข้อว่า “Well-being Meeting Sound-check Notes” ซึ่งดูเหมือนเป็นบันทึกย่อจากการประชุมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2023 เนื้อหาสะท้อนว่า ทีมงานของ Meta กำลังพิจารณาวิธีรับมือ Haidt หลังจากเขาเริ่มเผยแพร่ข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยผ่านแพลตฟอร์ม Substack มากขึ้น

บันทึกดังกล่าวระบุแนวคิดให้ “ทำให้นักวิชาการคนอื่นต่อต้าน Haidt” และพยายามหานักวิธีวิทยาที่มีชื่อเสียงมาแสดงความเห็นคัดค้านงานของเขาอย่างหนักแน่น ทีมงานยังตระหนักว่า งานวิจัยของ Haidt อาจมีบทบาทสำคัญในคดีความที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของเด็ก จึงเกิดความรู้สึกเร่งด่วนที่จะต้องจัดการกับประเด็นนี้

สิ่งที่น่าจับตาคือ เอกสารไม่ได้พูดถึงการตอบโต้ Haidt ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่ใช้คำว่า “whisper strategy” หรือกลยุทธ์กระซิบ ซึ่งหมายถึงการปล่อยข้อสงสัยและคำวิจารณ์ผ่านบุคคลหรือช่องทางอื่น โดยหวังว่าแนวคิดเหล่านั้นจะค่อย ๆ แพร่ไปสู่สื่อและสาธารณชน

เอกสารศาลเผย Meta คิดแผนลับโจมตีนักวิจารณ์ผ่านนักวิชาการ

ในบันทึกวันที่ 8 มีนาคม มีการระบุว่า Curtiss Cobb ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายวิจัยของ Meta ได้รับมอบหมายให้พิจารณาวิธีทำให้แวดวงวิชาการออกมาปฏิเสธหรือคัดค้าน Haidt บันทึกยังใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะต้องการสร้างความไม่พอใจในหมู่นักวิชาการ แทนที่จะพยายามดึงบุคคลเหล่านั้นเข้ามาร่วมงานกับบริษัท

หนึ่งในแนวทางที่ถูกกล่าวถึงคือการพยายามหานักวิชาการชื่อดังมาวิจารณ์ Haidt ผ่านสื่อ ชื่อ “Gellman” ที่ปรากฏในเอกสารอาจหมายถึง Andrew Gelman ศาสตราจารย์ด้านสถิติและรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงานวิจัยของ Haidt ในบล็อกส่วนตัว อย่างไรก็ตาม Gelman ระบุภายหลังว่า Meta ไม่เคยติดต่อเขาเพื่อให้เขียนบทความโจมตี Haidt

จึงยังไม่ชัดเจนว่า “Gellman” ในเอกสารหมายถึงบุคคลเดียวกันหรือไม่ หรือแนวทางดังกล่าวถูกยกเลิกก่อนนำไปปฏิบัติจริง แต่ Gelman แสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนว่า การเปิดเผยแผนการของทีมประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องร้ายแรง เพราะเกี่ยวข้องกับความพยายามของผู้มีอำนาจและทรัพยากรจำนวนมากที่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการเปิดกว้างของวิทยาศาสตร์ สื่อสารมวลชน และกระบวนการยุติธรรม

ประเด็นสำคัญที่สังคมควรจับตา

  • ความแตกต่างระหว่างการโต้แย้งกับการทำลายความน่าเชื่อถือ: การวิพากษ์วิจารณ์งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ควรอาศัยข้อมูล วิธีวิจัย และเหตุผลที่ตรวจสอบได้
  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: เมื่อบริษัทที่ถูกกล่าวถึงในงานวิจัยพยายามจัดการกับผู้วิจัย สังคมย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและแรงจูงใจเบื้องหลัง
  • ผลกระทบต่อคดีความ: งานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตของเด็กอาจถูกใช้เป็นหลักฐานหรือประเด็นสำคัญในคดีที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
  • ความโปร่งใสของบริษัทเทคโนโลยี: บริษัทควรเปิดเผยข้อมูลและตอบคำถามสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเมื่อประเด็นนั้นเกี่ยวข้องกับเด็กและวัยรุ่น

ทั้งนี้ งานของ Haidt ไม่ได้ปราศจากคำวิจารณ์ นักวิชาการหลายคนได้เสนอข้อโต้แย้งต่อวิธีการและข้อสรุปของเขาอยู่แล้ว รวมถึง Peter Gray นักจิตวิทยาการวิจัยและศาสตราจารย์จาก Boston College ผู้เขียนหนังสือ Restoring Childhood ซึ่งใช้เนื้อหาส่วนใหญ่ในการทบทวนและโต้แย้งทฤษฎีของ Haidt

ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า Meta ดำเนินแผนการดังกล่าวจริงหรือไม่ แต่เป็นการที่ทีมงานภายในบริษัทเคยพิจารณาแผนนี้อย่างจริงจัง และมีการพูดถึงการมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงจัดการกับนักวิจารณ์รายสำคัญ หากข้อมูลในเอกสารสะท้อนการตัดสินใจขององค์กรจริง ก็แสดงให้เห็นว่าบริษัทอาจให้ความสำคัญกับการบริหารภาพลักษณ์มากกว่าการตรวจสอบผลกระทบด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน

Meta ยังไม่ได้ตอบคำขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ การเปิดเผยเอกสารจึงน่าจะทำให้สาธารณชน นักวิชาการ และหน่วยงานกำกับดูแลต้องติดตามต่อว่า บริษัทมีการดำเนินการใดหลังการประชุมหรือไม่ และมีความพยายามใดที่ส่งผลต่อการนำเสนอข่าวหรือการอภิปรายทางวิชาการหรือเปล่า

ในมุมมองของผู้ใช้งาน เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การถกเถียงเกี่ยวกับเทคโนโลยีและสุขภาพจิตควรยึดหลักฐานมากกว่าการสร้างกระแสหรือโจมตีบุคคล ผู้อ่านควรตรวจสอบแหล่งที่มา เปรียบเทียบงานวิจัยหลายด้าน และเปิดพื้นที่ให้เกิดการโต้แย้งอย่างสุจริต เพราะความโปร่งใสคือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องเด็กและสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมดิจิทัล

ที่มา – Meta Considered a ‘Whisper Campaign’ to Discredit Its Biggest Critic, Court Documents Show

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *