เพื่ออนาคตเกษียณของเรา หวังว่า AI จะเป็นเรื่องจริง
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดล AI ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก หลายคนมองว่าการลงทุนเหล่านี้จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจในอนาคต แต่คำถามสำคัญคือ AI สามารถสร้างผลกำไรได้มากพอที่จะรองรับมูลค่าการลงทุนทั้งหมดหรือไม่
ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่กำลังวางแผนเกษียณ เพราะเงินออมเพื่อวัยเกษียณจำนวนมากอาจถูกนำไปลงทุนในบริษัทหรือกองทุนที่มีความเชื่อมโยงกับ AI หากเทคโนโลยีนี้เติบโตอย่างยั่งยืน ผลตอบแทนก็อาจช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับผู้ลงทุน แต่หากกระแส AI กลายเป็นฟองสบู่แล้วแตกลง ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยี แต่อาจลุกลามไปถึงเงินบำนาญและเงินออมของประชาชนหลายล้านคน
เพื่ออนาคตเกษียณของเรา หวังว่า AI จะเป็นเรื่องจริง
รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า กองทุนบำนาญภาครัฐอาจมีเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงถึงประมาณ 700,000 ล้านดอลลาร์ กองทุนเหล่านี้เป็นเงินสำหรับข้าราชการและพนักงานภาครัฐในระดับเมือง เขต และรัฐ เมื่อบริษัท AI มีมูลค่าสูงขึ้น กองทุนก็อาจได้รับประโยชน์จากการเติบโตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากบริษัทเหล่านี้ยังไม่สามารถสร้างกำไรที่มั่นคงได้ การประเมินมูลค่าที่สูงมากก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงขนาดใหญ่
ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ยังชี้ว่า มีผู้เข้าร่วมแผนบำนาญของรัฐและท้องถิ่นมากกว่า 37 ล้านคน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากการลงทุนใน AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากหุ้นหรือพันธบัตรของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวลงอย่างรุนแรง ผู้ได้รับผลกระทบอาจเป็นคนทำงานที่กำลังสะสมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณ ไม่ใช่เพียงนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น
ทำไมการลงทุนใน AI จึงดูน่าสนใจ
ในระยะสั้น การลงทุนใน AI ยังคงดูมีแรงสนับสนุนอย่างมาก บริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI ชั้นนำกำลังแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนจำนวนมากคาดหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น การเติบโตของ AI ยังทำให้เกิดความต้องการศูนย์ข้อมูล ชิปประมวลผล ระบบไฟฟ้า และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
มีการประเมินว่า ระหว่างปี 2025 ถึง 2032 จะมีแผนใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสหรัฐฯ ต่อปี เงินจำนวนมหาศาลนี้ช่วยสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้หลายภาคส่วนพึ่งพาความสำเร็จของ AI มากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งบริษัทต่าง ๆ ลงทุนในศูนย์ข้อมูลและระบบประมวลผลมากเท่าไร ความคาดหวังต่อรายได้ในอนาคตก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
- การประเมินมูลค่าสูง: ราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจสะท้อนความคาดหวังในอนาคตมากกว่าผลกำไรในปัจจุบัน
- การลงทุนต่อเนื่อง: บริษัทต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อพัฒนาโมเดลและโครงสร้างพื้นฐานก่อนจะเห็นรายได้ที่ชัดเจน
- การพึ่งพาตลาดไม่กี่กลุ่ม: กองทุนและดัชนีจำนวนมากอาจถือครองหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสัดส่วนสูง
- ความไม่แน่นอนของธุรกิจ: ยังไม่มีหลักประกันว่า AI จะสร้างกำไรได้ตามความคาดหวังของนักลงทุน
หากฟองสบู่ AI แตก เงินเกษียณจะเป็นอย่างไร
ความกังวลไม่ได้อยู่ที่การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งล้มเหลวเท่านั้น แต่อยู่ที่การที่สินทรัพย์ซึ่งเชื่อมโยงกับ AI อาจมีสัดส่วนมากเกินไปในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ หากเกิดการชะลอตัวของอุตสาหกรรม นักลงทุนอาจเทขายสินทรัพย์พร้อมกัน ทำให้ราคาปรับลดลงอย่างรวดเร็ว กองทุนบำนาญที่ถือหุ้นหรือพันธบัตรของบริษัทเหล่านี้ก็อาจมีมูลค่าลดลงตามไปด้วย
นักวิเคราะห์บางกลุ่มเปรียบเทียบความเสี่ยงนี้กับวิกฤตการเงินในอดีต แม้สถานการณ์ในแต่ละครั้งจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่บทเรียนสำคัญคือ เมื่อสินทรัพย์บางประเภทได้รับความนิยมมากเกินไปและมีการลงทุนกระจุกตัว ผลกระทบจากการปรับฐานอาจขยายวงกว้าง ในวิกฤตครั้งก่อน ชาวอเมริกันจำนวนมากสูญเสียเงินออมเพื่อการเกษียณเป็นสัดส่วนสูงภายในเวลาอันสั้น เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เห็นว่าแผนเกษียณที่ดูมั่นคงอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตลาดที่ผู้ฝากเงินควบคุมไม่ได้
ความเสี่ยงยังไม่ได้จำกัดอยู่ในกองทุนบำนาญภาครัฐเท่านั้น คนทั่วไปที่ลงทุนผ่านกองทุนดัชนี บัญชี 401(k) หรือบัญชีเกษียณรูปแบบอื่นก็อาจมีหุ้นเทคโนโลยีและบริษัท AI อยู่ในพอร์ตโดยไม่รู้ตัว เมื่อบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีหลัก เงินออมของคนจำนวนมากก็อาจเชื่อมโยงกับผลประกอบการของบริษัทเหล่านั้นทันที
กรณีของบริษัทเอกชนด้านอวกาศที่เตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ยังสะท้อนประเด็นนี้ได้ดี หากมีการปรับกฎเกณฑ์เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่เข้าดัชนีได้เร็วขึ้น นักลงทุนที่ถือกองทุนดัชนีอาจมีสัดส่วนการลงทุนในบริษัทดังกล่าวโดยอัตโนมัติ รวมถึงบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจ AI ด้วย นั่นหมายความว่า ผู้ลงทุนอาจรับความเสี่ยงจากบริษัทที่ตนเองไม่ได้เลือกซื้อโดยตรง
นักลงทุนควรรับมือกับความเสี่ยงจาก AI อย่างไร
การมองเห็นโอกาสของ AI ไม่ได้หมายความว่าควรหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีนี้ทั้งหมด แต่ผู้ลงทุนควรเข้าใจว่าการเติบโตของรายได้และกำไรจริงอาจใช้เวลานานกว่าที่ตลาดคาดหวัง การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์และอุตสาหกรรมหลายประเภทจึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสียหาย หากบริษัทกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเกิดปัญหา
- ตรวจสอบว่ากองทุนเกษียณมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและ AI มากเพียงใด
- กระจายเงินลงทุนไปยังหุ้น พันธบัตร เงินฝาก และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน
- อย่าตัดสินใจลงทุนจากกระแสข่าวหรือคำสัญญาว่าจะได้ผลตอบแทนสูงอย่างรวดเร็ว
- ทบทวนแผนการลงทุนตามอายุ ระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณ และความสามารถในการรับความเสี่ยง
- ติดตามค่าธรรมเนียม นโยบายกองทุน และบริษัทที่กองทุนถือครองอย่างสม่ำเสมอ
ท้ายที่สุดแล้ว AI อาจเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกและสร้างประโยชน์มหาศาล หรืออาจเป็นตลาดที่ถูกคาดหวังสูงเกินความเป็นจริงก็ได้ สิ่งที่แน่นอนคือ เงินเกษียณไม่ควรฝากไว้กับเรื่องราวความสำเร็จของอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว สำหรับเพื่ออนาคตเกษียณของเรา หวังว่า AI จะเป็นเรื่องจริง แต่ในฐานะผู้ลงทุน เราควรวางแผนเผื่อวันที่ความฝันนั้นเติบโตช้ากว่าที่คาดไว้ด้วย การกระจายความเสี่ยงและตรวจสอบพอร์ตอย่างมีสติอาจเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต
ที่มา – For the Sake of Our Retirement, Let’s Hope AI Is for Real
