เปิดเส้นทางเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี พบโอนเงินกว่า 520 ล้านบาท
ประเด็น เส้นทางเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี กลายเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังตำรวจสอบสวนกลางเปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบธุรกรรมเงินบริจาคที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดี โดยมีปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม ปนัดดา เป็นประธานมูลนิธิ และอธิป อนันทวรรณ สามี ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมาย
จากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่แถลง พบว่าเงินบริจาคที่หมุนเวียนผ่านบัญชีเกี่ยวข้องมีมูลค่ารวมประมาณ 815 ล้านบาท ขณะที่ธุรกรรมบางส่วนถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือมีความเชื่อมโยงกับการฟอกเงินประมาณ 527 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขและข้อกล่าวหาดังกล่าวยังต้องผ่านการตรวจสอบเพิ่มเติม รวมถึงการชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องและการพิจารณาของศาล
เส้นทางเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี พบธุรกรรม 12 กลุ่มรายการ
เจ้าหน้าที่สามารถจำแนกเส้นทางการนำเงินออกจากบัญชีรับบริจาคได้ 12 กลุ่มรายการสำคัญ รวมมูลค่าประมาณ 520.77 ล้านบาท รายการที่มีมูลค่าสูงที่สุดคือการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัวอื่นของปนัดดาอีก 9 บัญชี รวมประมาณ 243 ล้านบาท รองลงมาคือการโอนเงินให้อธิปประมาณ 99 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการโอนเงินไปยังบิดาของปนัดดา 28 ครั้ง รวมประมาณ 4.6 ล้านบาท
อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินที่โอนไปยังช่างก่อสร้างโครงการพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ตประมาณ 18 ล้านบาท โดยตำรวจระบุว่าพบเงินผ่านบัญชีของช่างรายดังกล่าวมากกว่า 90 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าตามสัญญาก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 72 ล้านบาท และมีเงินบางส่วนโอนกลับมายังอธิปเกือบ 50 ล้านบาท ก่อนจะถูกโอนกลับเข้าบัญชีหลัก ประเด็นนี้จึงเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงอย่างละเอียด
ตรวจสอบบัญชีบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ในกลุ่มธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในโครงสร้างมูลนิธิ พบเงินโอนไปยังกรรมการมูลนิธิรายหนึ่งประมาณ 36 ล้านบาท รวมถึงการโอนไปยังนิติบุคคล 2 แห่งที่จัดตั้งโดยช่างก่อสร้าง โดยแห่งแรกได้รับเงินประมาณ 2.4 ล้านบาท และอีกแห่งได้รับประมาณ 17 ล้านบาท การตรวจสอบขั้นต่อไปจะพิจารณาว่าแต่ละรายการมีวัตถุประสงค์ใด มีเอกสารรองรับหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิโดยตรงหรือไม่
ตำรวจยังพบธุรกรรมด้านการเงินและการลงทุนหลายประเภท เช่น การนำเงินไปชำระเบี้ยประกันชีวิตประมาณ 10 ล้านบาท โดยมีบุคคลอื่นเป็นผู้รับผลประโยชน์ การซื้อกองทุนรวม 6 กองทุน รวมประมาณ 24 ล้านบาท ตลอดจนการซื้อเครื่องประดับและกระเป๋าแบรนด์เนม อาทิ BNM และ Hermes รวมมูลค่าประมาณ 2.77 ล้านบาท ข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานทางการเงินที่เจ้าหน้าที่ต้องนำมาเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของการรับบริจาค
การถอนเงินสดและการชำระค่าใช้จ่ายส่วนตัว
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร 30 ครั้ง รวมประมาณ 42 ล้านบาท รวมถึงการนำเงินจากบัญชีที่เกี่ยวข้องไปชำระหนี้บัตรเครดิตส่วนตัวของปนัดดา 2 ใบ จำนวน 251 ครั้ง คิดเป็นเงินประมาณ 19 ล้านบาท และยังมีการนำเงินไปชำระค่าผ่อนที่พักอาศัยกับค่าส่วนกลางอีกกว่า 300,000 บาท
สำหรับบัญชีสมทบองค์กรทำดี ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการก่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่ในจังหวัดปทุมธานี เจ้าหน้าที่พบการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัวของปนัดดาและบุคคลอื่น รวมถึงการโอนให้นักธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 800,000 บาท จึงต้องตรวจสอบต่อว่าการโอนดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการหรือเป็นธุรกรรมที่อยู่นอกวัตถุประสงค์
บัญชีหลักที่ใช้รับและบริหารเงินบริจาค
ข้อมูลจากการแถลงระบุว่า บัญชีหลักที่เกี่ยวข้องมี 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีส่วนตัวเดิมในชื่อกองทุนองค์กรทำดี บัญชีในนามมูลนิธิองค์กรทำดี และบัญชีสมทบองค์กรทำดี โดยทั้ง 3 บัญชีมีปนัดดาเป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว บัญชีส่วนตัวเดิมถูกระบุว่าเป็นบัญชีที่มียอดเงินโอนเข้าและมีการผ่องถ่ายเงินออกมากที่สุด
ส่วนบัญชีในนามมูลนิธิองค์กรทำดี พบการโอนกลับไปยังบัญชีส่วนตัวของปนัดดาในรอบแรกประมาณ 101 ล้านบาท และมีการโอนเพิ่มเติมอีกประมาณ 6 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบเงินโอนไปยังบัญชีของอธิปประมาณ 23 ล้านบาท รวมถึงการถอนเงินสดออกจากบัญชีประมาณ 21 ล้านบาท ขณะที่บัญชีสมทบองค์กรทำดีมีการโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของปนัดดาประมาณ 12 ล้านบาท โอนให้อธิปมากกว่า 500,000 บาท และโอนให้นักธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 800,000 บาท
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริจาค
ในมุมของประชาชน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงจำนวนเงินที่ปรากฏในข่าว แต่รวมถึงความโปร่งใสของระบบรับบริจาค การแยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีองค์กร และการจัดทำรายงานการใช้เงินที่ตรวจสอบได้ ผู้บริจาคจำนวนมากต้องการเห็นหลักฐานว่าเงินถูกนำไปช่วยเหลือประชาชนหรือดำเนินงานตามวัตถุประสงค์จริงเพียงใด
เจ้าหน้าที่ระบุว่า เงินที่นำไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือประชาชนและการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิจริงมีสัดส่วนไม่ถึง 70% ของยอดเงินบริจาคทั้งหมด หรือคิดเป็นเงินประมาณ 280 กว่าล้านบาท ตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามเรื่องการกำกับดูแลมูลนิธิ การอนุมัติค่าใช้จ่าย และการสื่อสารข้อมูลกับผู้บริจาคอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การรายงานข่าวควรยึดหลักสันนิษฐานว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด การพบธุรกรรมผิดปกติไม่ได้หมายความว่าบุคคลทุกคนที่มีชื่อในเส้นทางเงินจะกระทำผิดโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละรายการอาจมีเอกสารหรือคำอธิบายประกอบที่ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี
หลังจากนี้ ตำรวจจะขยายผลไปยังคณะกรรมการมูลนิธิ บุคคลใกล้ชิด ผู้รับโอนเงิน ช่างก่อสร้าง และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาบทบาทของแต่ละคนอย่างละเอียด สำหรับผู้บริจาค เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าควรตรวจสอบข้อมูลขององค์กร ขอหลักฐานการใช้เงิน และติดตามรายงานผลอย่างต่อเนื่องก่อนตัดสินใจบริจาค
โดยสรุป เส้นทางเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี สะท้อนให้เห็นว่าความโปร่งใสเป็นหัวใจของงานสาธารณประโยชน์ในยุคที่ประชาชนตรวจสอบข้อมูลได้รวดเร็ว องค์กรการกุศลควรแยกบัญชีอย่างชัดเจน เปิดเผยรายรับรายจ่าย และมีผู้ตรวจสอบอิสระ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุนในระยะยาว หากคุณกำลังจะบริจาค ควรตรวจสอบช่องทางอย่างเป็นทางการและขอข้อมูลการใช้เงินทุกครั้ง
