เปิดสถิติ Bike Sharing กทม. โต 60% ในเดือนเดียว ดันนโยบายเชื่อมการเดินทาง ‘ล้อ-ราง-เรือ’
เปิดสถิติ Bike Sharing กทม. โต 60% ในเดือนเดียว กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในวันที่ผู้คนมองหาทางเลือกที่ประหยัด คล่องตัว และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ระบบจักรยานสาธารณะไม่ได้เป็นเพียงบริการสำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กำลังพัฒนาไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางที่เชื่อมบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน และระบบขนส่งมวลชนเข้าด้วยกัน
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน เอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการ Bike Sharing กทม. ซึ่งมีสถิติการใช้งานเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยเดือนตุลาคม 2569 มียอดใช้งานสูงถึง 171,492 เที่ยว เพิ่มขึ้นมากกว่า 64,000 เที่ยว หรือราว 60% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวเริ่มมองจักรยานสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น
เปิดสถิติ Bike Sharing กทม. โต 60% ในเดือนเดียว กับพฤติกรรมคนเมืองที่เปลี่ยนไป
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยอดใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วคือกระแส Night Ride หรือการปั่นจักรยานชมเมืองในช่วงกลางคืน กิจกรรมนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ชื่นชอบการสำรวจย่านเมืองเก่า แสงไฟริมถนน และบรรยากาศรอบเกาะรัตนโกสินทร์ พร้อมแบ่งปันภาพและวิดีโอผ่านโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นเทรนด์ไลฟ์สไตล์
ความน่าสนใจของ Bike Sharing คือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือดูแลจักรยานด้วยตัวเอง เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน สแกนเพื่อปลดล็อก และเลือกจักรยานจากจุดให้บริการ ก็สามารถเริ่มต้นการเดินทางได้ทันทีในราคาเริ่มต้นประมาณ 10–20 บาท รูปแบบนี้ตอบโจทย์คนที่ต้องการเดินทางระยะสั้น รวมถึงผู้ที่อยากทดลองปั่นจักรยานโดยไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ราคาแพง
จุดจอดที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ สถานี MRT สนามไชย ลานคนเมืองบริเวณศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า สถานี MRT สามยอด โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และโรงเรียนเทพศิรินทร์ ทำเลเหล่านี้มีทั้งแหล่งท่องเที่ยว สถานศึกษา และสถานีรถไฟฟ้า จึงเหมาะกับการใช้งานแบบต่อเนื่องระหว่างการเดินทางแต่ละช่วง
จากจักรยานสาธารณะสู่ระบบเชื่อมต่อ ล้อ-ราง-เรือ
บทบาทของ Bike Sharing กทม. ไม่ได้หยุดอยู่ที่การส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ยังถูกวางให้เป็นระบบขนส่งแบบ Feeder หรือพาหนะเชื่อมต่อระยะสั้น เพื่อเติมเต็มช่องว่างของการเดินทางช่วง First Mile และ Last Mile กล่าวคือ ผู้โดยสารสามารถใช้จักรยานจากบ้านหรือที่ทำงานไปยังสถานีรถไฟฟ้า และใช้จักรยานต่อจากสถานีไปยังจุดหมายปลายทางได้
แนวคิดการเชื่อมการเดินทางแบบ “ล้อ-ราง-เรือ” จึงมีความสำคัญต่อกรุงเทพฯ เพราะช่วยให้ประชาชนเดินทางได้หลายรูปแบบในทริปเดียว ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว และอาจช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง หากระบบมีจุดจอดเพียงพอ แอปพลิเคชันใช้งานง่าย และมีเส้นทางที่ปลอดภัย ผู้ใช้ก็มีแนวโน้มเลือกจักรยานมากขึ้น
กรุงเทพมหานครระบุว่า ในอนาคตมีเป้าหมายผลักดันยอดใช้งานให้แตะ 1 ล้านทริป ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากการขยายจุดบริการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาคุณภาพจักรยาน ระบบชำระเงิน และข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้ตอบสนองพฤติกรรมของผู้ใช้งานยุคดิจิทัล
ขยายเครือข่าย 719 จุด ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วกรุง
นับตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2567 ซึ่งมียอดใช้งานเริ่มต้นประมาณ 1,700 เที่ยวต่อเดือน ระบบ Bike Sharing มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการปรับปรุงแอปพลิเคชัน การเพิ่มจำนวนจักรยาน และการขยายจุดจอด ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีเครือข่ายจุดจอดมากกว่า 719 จุด ครอบคลุม 35 เขต
- ย่านเมืองเก่าและการท่องเที่ยว: พระนคร สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบศัตรูพ่าย ดุสิต บางกอกน้อย และบางกอกใหญ่
- ย่านธุรกิจ: ปทุมวัน สาทร วัฒนา ราชเทวี พญาไท ห้วยขวาง และคลองเตย
- ย่านสถานศึกษา: ทุ่งครุ ลาดกระบัง ประเวศ และจตุจักร
ผู้ให้บริการเอกชน เช่น Hello Ride และ Anywheel ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโต ด้วยการเพิ่มจำนวนจักรยานและจัดรอบเติมรถให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ การบริหารจักรยานให้มีจำนวนเพียงพอในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือช่วงที่มีกิจกรรมท่องเที่ยว ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้เกิดความมั่นใจและกลับมาใช้บริการซ้ำ
โครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน
เมื่อจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็มีความจำเป็นไม่แพ้การเพิ่มจำนวนจักรยาน กรุงเทพมหานครตั้งเป้าติดตั้งโครงจอดจักรยานเพิ่มอีก 850 ชุด จากเดิมที่มีอยู่ เพื่อให้มีจำนวนรวมมากกว่า 5,500 ชุด และรองรับจักรยานได้มากกว่า 48,000 คัน นอกจากนี้ยังมีแผนปรับปรุงพื้นที่ใต้สะพานลอยและบริเวณใกล้จุดเปลี่ยนถ่ายระบบขนส่งให้เป็นจุดจอดที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบ
สำหรับผู้ใช้บริการ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อสร้างวัฒนธรรมการปั่นที่ดี โดยจักรยานหนึ่งคันออกแบบมาสำหรับผู้ขี่หนึ่งคน รองรับน้ำหนักไม่เกิน 100 กิโลกรัม ไม่ควรซ้อนท้าย นั่งบนตะกร้าด้านหน้า หรือบรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสม ไม่แข่งขันหรือหยอกล้อกันบนถนน และต้องเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
- คืนจักรยานที่จุดบริการที่กำหนด และจอดให้ไม่กีดขวางทางเท้าหรือทางเข้า-ออก
- หลีกเลี่ยงการส่งเสียงดัง โดยเฉพาะเมื่อปั่นผ่านชุมชนในช่วงเวลากลางคืน
- สวมหมวกนิรภัยและเพิ่มความระมัดระวังเมื่อปั่นร่วมกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
- ตรวจสอบเส้นทางและสถานะจุดจอดผ่านแอปพลิเคชันก่อนเริ่มเดินทาง
โดยสรุป เปิดสถิติ Bike Sharing กทม. โต 60% ในเดือนเดียว ไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของจักรยานสาธารณะ แต่ยังชี้ให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ พร้อมเปิดรับการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากภาครัฐ ผู้ให้บริการเอกชน และผู้ใช้งานร่วมกันพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เป้าหมาย 1 ล้านทริปก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดังนั้นครั้งต่อไปที่ต้องเดินทางระยะสั้น ลองเลือกจักรยานสาธารณะเพื่อเชื่อมต่อ “ล้อ-ราง-เรือ” และร่วมสร้างเมืองที่เดินทางได้สะดวกขึ้นไปด้วยกัน
