เด็กกรุงเทพฯ เครียดพุ่ง 30% ทวิดา ชูระบบสุขภาพจิตใกล้ตัว ป้องกันก่อนรักษา
เด็กกรุงเทพฯ เครียดพุ่งสูงถึง 30% รองผู้ว่าฯ ทวิดา ชูแนวทางสุขภาพจิตใกล้ตัว
ข้อมูลล่าสุดจากกรุงเทพมหานครระบุว่า เด็กและวัยรุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่าในช่วงอายุ 12-18 ปีมีเด็กที่มีอาการเครียดราวๆ 30% เลยทีเดียว การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีมีผลอย่างมากต่อสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชน
ปัญหาเริ่มต้นจากไหน?
จากการสำรวจครั้งล่าสุดระบุว่า มีประชาชนในกรุงเทพฯ ที่เผชิญปัญหาความเครียดถึง 11.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ และเมื่อดูในกลุ่มของเด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะอายุ 12-18 ปี พบว่าความเครียดเพิ่มขึ้นเป็น 30%
ปัญหาเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การแข่งขันในโรงเรียน ความกดดันทางสังคมออนไลน์ และปัญหาในครอบครัว รองผู้ว่าฯ ทวิดา กมลเวชช จึงได้เสนอแนวทางการดูแลสุขภาพจิตตั้งแต่เริ่มต้นในชุมชนก่อน
ระบบสุขภาพจิตใกล้ตัว ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ ได้ดีที่สุด
ระบบสุขภาพจิตที่ดีที่สุดตามคำแนะนำของรองผู้ว่าฯ ทวิดา กมลเวชช คือ ‘ระบบธรรมชาติง่าย ๆ’ ที่เริ่มจากครอบครัว เพื่อน หรือครูอาจารย์ ช่วยกันดูแลสุขภาพจิตของเด็กก่อนจะลุกลามไปถึงระดับการรักษา
ด้วยระบบเหล่านี้ เราจะสามารถรับมือปัญหาสุขภาพจิตได้เร็วขึ้น และลดภาระของระบบสาธารณสุขในระยะยาว โดยในขณะนี้มีการเริ่มนำร่องเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งระดับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เรียนรู้ เพื่อวางแผนเชื่อมต่อกับศูนย์บริการสาธารณสุขอย่างจริงจัง
ขยับสู่ยุคใหม่ ใช้ Telemedicine เพื่อชุมชนสุขภาพจิตดีที่ยั่งยืน
กรุงเทพฯ กำลังผลักดันให้ Telemedicine หรือการให้บริการด้านสุขภาพผ่านระบบออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายในการดูแลสุขภาพจิตแบบครบวงจร ระบบนี้จะช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่าย แม้ไม่อยู่ใกล้โรงพยาบาล
ในความคิดเห็นของรองผู้ว่าฯ ทวิดา การดูแลจิตใจเริ่มต้นได้จากสิ่งใกล้ตัว เช่น การฟัง การแสดงความเป็นห่วงเป็นใยกันก่อนที่จะถึงมือแพทย์ และระบบ Telemedicine จะเป็นตัวเสริมให้การดูแลคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ และเด็กโดยเฉพาะ เติบโตอย่างยั่งยืน
กรุงเทพฯ ต้องทำงานสุขภาพจิตแบบบูรณาการ
รองผู้ว่าฯ ย้ำในที่ประชุมว่า การทำงานด้านสุขภาพจิตในกรุงเทพฯ ควรหลีกเลี่ยงรูปแบบเดิม ๆ หรือแม้แต่การนำวิธีการทำงานจากระบบอื่นมาใช้โดยไม่ปรับให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของเมืองหลวงที่แตกต่างไป
ควรให้ความสำคัญกับงานแบบ Hybrid ที่ผสมผสานเครือข่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เริ่มจากชุมชน ครอบครัว และโรงเรียนให้เยาวชนได้เข้าถึงความช่วยเหลือในรูปแบบที่ใกล้เคียงตัวที่สุด
ร่วมสร้างชุมชนสุขภาพจิตดีผ่านการสัมมนาเด่นประเด็นสุขภาพจิต
เมื่อวันที่ 5-6 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มีการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ โดยกรมสุขภาพจิต ซึ่งมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันทั้งในระดับตำบลจนถึงระดับกรม งานประชุมนี้มีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ประกอบด้วย คณะผู้แทนจากท้องถิ่น มหาวิทยาลัย องค์กร เจ้าหน้าที่จาก รพ.สต. และบุคลากรด้านจิตวิทยา รวมทั้งหมดกว่า 600 คน มีการนำผลงานจากหน่วยงานต่าง ๆ มาแบ่งปันมากถึง 107 ผลงาน ครอบคลุม 8 ประเด็นหลักที่มีผลต่อสุขภาพจิตของประชาชน
สรุปและบทวิชาการจากที่ประชุม
งานสัมมนาครั้งนี้ช่วยกระตุ้นให้เครือข่ายต่าง ๆ เริ่มเข้าใจว่า สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอ ‘รักษา’ แต่ต้องเริ่มจากการป้องกัน
- การดูแลสุขภาพจิตในชุมชนสำคัญมากกว่าแค่หน้าที่ของโรงพยาบาล
- ระบบ Telemedicine เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายการดูแลจิตใจ
- การทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และเจ้าหน้าที่สุขภาพต้องเพิ่มความร่วมมือ
เด็กกรุงเทพฯ เครียดเพิ่ม เราต้องไม่เพิกเฉย
สิ่งสำคัญที่เราต้องรับฟังจากประเด็นนี้คือ เราต้องเริ่มฟังกันมากขึ้น เพื่อช่วยกันสร้างระบบสุขภาพจิตที่ออกแบบมาสำหรับผู้คนในพื้นที่จริง ๆ ไม่ใช่แค่รูปแบบที่นำเข้ามาโดยไม่ปรับให้เหมาะกับวิถีชีวิตเมืองแบบกรุงเทพฯ
สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนให้ทุกคนติดตามโครงการสุขภาพจิตใกล้บ้าน พร้อมนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือโรงเรียน เริ่มรักษาด้วยการรักษาใจกันก่อนดีที่สุด