เดลต้าพลิก Global Minimum Tax เป็นโอกาส ดันซัพพลายเออร์ไทย

เดลต้าพลิก Global Minimum Tax เป็นโอกาส ดันซัพพลายเออร์ไทย กลายเป็นแนวคิดที่น่าสนใจจากเวทีเสวนาเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI เพราะแทนที่จะมองภาษีขั้นต่ำระดับโลกเป็นข้อจำกัด บริษัทขนาดใหญ่สามารถใช้กติกานี้เป็นแรงผลักให้เกิดการพัฒนาผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นระบบ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ แต่ยังมีโอกาสสร้างงาน ยกระดับทักษะ และทำให้ธุรกิจไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้จริง

ประเด็นนี้ถูกนำเสนอในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ภายใต้หัวข้อ ‘Global Investment, Local Value: Making FDI Work for Thailand’ โดยยงยุทธ ภักตร์ดวงจันทร์ ผู้ช่วยประธานบริหาร ด้านกลยุทธ์การลงทุนและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า เดลต้าพยายามเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศมาโดยตลอด ตัวอย่างหนึ่งคือชิ้นส่วนไดคาสติงอะลูมิเนียม ซึ่งเคยขาดแคลนในช่วงโควิด-19 จนต้องเร่งค้นหาผู้ผลิตไทยเข้ามาทดแทนการนำเข้า

อย่างไรก็ตาม การดึงซัพพลายเออร์ไทยเข้าสู่ระบบไม่ได้ทำได้ง่ายในทันที เพราะต้องพิจารณาอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ มีผู้ผลิตที่พร้อมหรือไม่ สินค้าผ่านมาตรฐานของลูกค้าหรือไม่ และต้นทุนสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้หรือไม่ นี่คือโจทย์สำคัญที่ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องช่วยกันแก้ ไม่เช่นนั้นการประกาศเพิ่ม Local Content อาจกลายเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ

เดลต้าพลิก Global Minimum Tax เป็นโอกาส ด้วยโมเดล 1 รายใหญ่ พา 5–10 รายย่อย

ข้อเสนอของเดลต้าคือการนำค่าใช้จ่ายที่บริษัทข้ามชาติใช้พัฒนาซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมาเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะในยุคที่หลายประเทศต้องปรับตัวตามเกณฑ์ Global Minimum Tax แนวคิดนี้จะช่วยเปลี่ยนภาษีจากเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องระวังให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าร่วมกันในเศรษฐกิจไทย

โมเดลที่ถูกเสนอคือ “1 รายใหญ่ พา 5 รายย่อย หรือ 10 รายย่อย” ให้บริษัทขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นผู้รับรองและพัฒนาธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ จากนั้นจึงขอรับสิทธิประโยชน์เป็นแพ็กเกจร่วมกัน จุดแข็งของแนวทางนี้คือบริษัทใหญ่สามารถช่วยถ่ายทอดมาตรฐาน เทคโนโลยี ระบบคุณภาพ และความเข้าใจตลาดให้กับผู้ประกอบการรายเล็กได้ ขณะเดียวกันภาครัฐก็ตรวจสอบและคัดกรองผู้เข้าร่วมโครงการได้ง่ายขึ้น

  • บริษัทขนาดใหญ่ ช่วยกำหนดมาตรฐานและถ่ายทอดความรู้
  • ซัพพลายเออร์ไทย ได้โอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์และเข้าถึงคำสั่งซื้อจริง
  • ภาครัฐ ใช้สิทธิประโยชน์แบบเจาะจงและวัดผลได้
  • เศรษฐกิจไทย ได้ประโยชน์จากการจ้างงานและการลงทุนระยะยาว

หากดำเนินการอย่างรอบคอบ โมเดลนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างบริษัทข้ามชาติกับธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีความสามารถ แต่ยังขาดเงินทุน เครื่องจักร ระบบรับรองคุณภาพ หรือประสบการณ์ทำงานกับลูกค้าระดับสากล

FDI ต้องวัดมากกว่าเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศ

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง มองว่า ประเทศไทยไม่ควรวัดความสำเร็จของ FDI จากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญกว่าคือเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริง และมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ในเศรษฐกิจไทยในช่วง 3–5 ปีหลังจากการลงทุนเริ่มต้น

เกณฑ์วัดผลรูปแบบใหม่ควรพิจารณาหลายด้าน เช่น จำนวนงานคุณภาพที่เกิดขึ้น การพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย จำนวนบุคลากรที่ได้รับการฝึกทักษะแห่งอนาคต และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หากเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ หรือการแพทย์ นักลงทุนก็ควรแสดงให้เห็นว่าการลงทุนสร้างประโยชน์ต่อคนไทยอย่างไร

ดังนั้น สิทธิประโยชน์ในอนาคตอาจต้องเปลี่ยนจากสูตรสำเร็จเป็นการเจรจาแบบ Customize แต่ละโครงการควรมีเงื่อนไขที่เหมาะกับเป้าหมายและความต้องการของอุตสาหกรรม พร้อมตัวชี้วัดที่ชัดเจนและตรวจสอบได้

ไทยไม่ควรกลัวตกขบวนจนยอมทุกเงื่อนไข

ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สะท้อนว่า ไทยเคยมีลักษณะคล้าย “พ่อแม่สาย FOMO” หรือกลัวตกขบวนการลงทุน จนบางครั้งยอมรับเงื่อนไขจากนักลงทุนโดยไม่ได้วางแผนว่าธุรกิจไทยและแรงงานไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมตรงไหน ต่างจากเกาหลีใต้และไต้หวันที่ใช้เงินกู้และนโยบายอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียให้ความสำคัญกับการดึงบุคลากรทักษะสูงและจับคู่บริษัทต่างชาติกับธุรกิจท้องถิ่น

กรณีนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความไม่สมดุลได้ดี ไทยใช้งบประมาณสนับสนุนฝั่งผู้บริโภคจำนวนมาก แต่การลงทุนด้านการรีสกิลแรงงานกลับมีสัดส่วนต่ำกว่ามาก หากต้องการให้ไทยเป็นฐานการผลิตแห่งอนาคต รัฐควรลงทุนกับคน ผู้ผลิตชิ้นส่วน และระบบนิเวศนวัตกรรมไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ การปรับ Local Content ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการบังคับให้ทุกบริษัทผลิตสินค้าชนิดเดิมเสมอไป ผู้ผลิตเครื่องยนต์สันดาปอาจพัฒนาเครื่องยนต์ให้สะอาดขึ้น ผลิตชิ้นส่วนร่วม หรือเปลี่ยนสายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเชื่อมโยงที่ใช้ศักยภาพจากสิ่งทอ ยางพารา และชิ้นส่วนยานยนต์ได้

3C คือเงื่อนไขสำคัญของการดึง FDI อย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนนโยบายลงทุนให้เกิดผลต้องมีหลัก 3C ได้แก่ Clarity ความชัดเจนของทิศทางนโยบาย Coordination การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา และ Continuity ความต่อเนื่องในการลงมือทำ เพราะการสร้างซัพพลายเออร์และพัฒนาทักษะแรงงานไม่สามารถเห็นผลได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน

ไทยยังต้องระวังการบริโภคสินค้านำเข้าราคาถูกจนกระทบผู้ผลิตในประเทศ รวมถึงต้องยกระดับหลักนิติธรรมและการแข่งขันที่เป็นธรรม นักลงทุนระยะยาวไม่ได้มองเพียงสิทธิประโยชน์ระยะสั้น แต่ยังพิจารณาความแน่นอนของกฎหมาย ความโปร่งใส และความสามารถของประเทศในการรักษากติกา

ในมุมมองของผู้เขียน เดลต้าพลิก Global Minimum Tax เป็นโอกาส ดันซัพพลายเออร์ไทย เป็นแนวคิดที่ควรต่อยอดอย่างจริงจัง เพราะทำให้การลงทุนจากต่างประเทศเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกัน รัฐต้องออกแบบสิทธิประโยชน์ที่วัดผลได้ บริษัทใหญ่ต้องเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจไทยเรียนรู้ และซัพพลายเออร์ไทยต้องยกระดับมาตรฐานเพื่อแข่งขันในตลาดภูมิภาค เทรนด์ FDI จากนี้จึงไม่ควรวัดแค่เงินลงทุนที่เข้ามา แต่ควรวัดว่าคนไทยและธุรกิจไทยได้เติบโตไปพร้อมกันมากแค่ไหน

ที่มา – เดลต้าเสนอพลิก Global Minimum Tax เป็นโอกาส เสนอโมเดล ‘1 รายใหญ่ พา 5–10 รายย่อย’ ขอสิทธิประโยชน์เป็นแพ็กเกจ ดันซัพพลายเออร์ไทยเข้าห่วงโซ่ FDI

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *