เดนิส วิลเนิฟมองหนังเจมส์ บอนด์เป็นจรวดแยกจากดูน
หลังจากทุ่มเทเวลาหลายปีให้กับจักรวาลไซไฟของ Dune ผู้กำกับเดนิส วิลเนิฟกำลังเตรียมก้าวเข้าสู่ภารกิจครั้งใหม่ที่แตกต่างอย่างชัดเจน นั่นคือการกำกับภาพยนตร์เจมส์ บอนด์เรื่องแรกในยุค Amazon MGM โดยเขาเปรียบภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็น “จรวดทรงพลัง” ที่จะพาตัวเองออกจากอาร์ราคิสและช่วยแยกเขาออกจากโลกของ Dune อย่างเต็มตัว
เดนิส วิลเนิฟมองหนังเจมส์ บอนด์เป็นจรวดแยกจากดูน ไม่ใช่เพียงคำเปรียบเทียบที่ฟังดูเท่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกของผู้กำกับที่ใช้เวลานานเกือบทศวรรษอยู่กับโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากผลงานหลากหลายแนว ก่อนจะเข้าสู่โลกของ Dune อย่างจริงจัง และหลังจากภาพยนตร์ภาคที่สามเสร็จสิ้น การเปลี่ยนจากหนอนทรายและการเมืองระหว่างตระกูลไปสู่สายลับระดับโลกจึงดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมมาก
เดนิส วิลเนิฟมองหนังเจมส์ บอนด์เป็นจรวดแยกจากดูน
ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Empire วิลเนิฟเปิดเผยว่าเขาต้องการแรงผลักดันที่ทรงพลังเพื่อพาตัวเองออกจากอาร์ราคิส หลังจากทำงานกับภาพยนตร์ Dune มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้รับข้อเสนอให้กำกับหนังเจมส์ บอนด์ เขาจึงรู้สึกทันทีว่านี่คือโปรเจกต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้อย่างพอดี เพราะบอนด์มีทั้งจังหวะที่รวดเร็ว สถานที่ถ่ายทำหลากหลาย อุปกรณ์ไฮเทค การเดินทางข้ามประเทศ และภารกิจสายลับที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
คำว่า “จรวดทรงพลัง” ยังบอกเป็นนัยว่า ผู้กำกับไม่ได้ต้องการหยุดพักด้วยการทำหนังที่เล็กลงหรือเรียบง่ายขึ้น แต่ต้องการกระโดดไปสู่โลกภาพยนตร์ที่มีพลังและความท้าทายอีกแบบหนึ่ง เจมส์ บอนด์เป็นแฟรนไชส์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีความคาดหวังจากผู้ชมทั่วโลก การเข้ามารับหน้าที่ของวิลเนิฟจึงน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเขามีสไตล์การเล่าเรื่องที่จริงจัง ละเอียด และให้ความสำคัญกับบรรยากาศอย่างมาก
เหตุผลที่หนังเจมส์ บอนด์คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
วิลเนิฟยอมรับตรง ๆ ว่าเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับการทำงานในจักรวาล Dune แม้จะรักเรื่องราวและตัวละครเหล่านั้นก็ตาม การสร้างภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่มีรายละเอียดมากมายต้องใช้ทั้งเวลา พลังงาน และสมาธิอย่างมหาศาล ดังนั้นการหันไปทำหนังเจมส์ บอนด์จึงอาจช่วยให้เขาได้สัมผัสจังหวะการทำงานแบบใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ทักษะด้านภาพยนตร์ที่เขาสั่งสมมาตลอดอาชีพได้อย่างเต็มที่
เขายังกล่าวด้วยว่าต้องการปฏิบัติต่อเนื้อหาอย่างเข้มงวดและไม่ทำงานแบบประมาท ความตั้งใจนี้น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแฟน ๆ เพราะหนังบอนด์เรื่องใหม่ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงภาคต่อเพื่อขยายแฟรนไชส์ แต่เป็นผลงานที่ผู้กำกับต้องการสร้างให้มีตัวตนชัดเจน การรักษาเอกลักษณ์ของสายลับ 007 พร้อมเติมมุมมองของวิลเนิฟเข้าไป อาจทำให้ภาพยนตร์มีความแตกต่างจากยุคก่อนอย่างน่าสนใจ
- เปลี่ยนจากไซไฟมหากาพย์สู่สายลับแอ็กชัน: วิลเนิฟจะได้สำรวจจังหวะที่เร็วขึ้นและภารกิจที่หลากหลายกว่าเดิม
- เข้าสู่ยุคใหม่ของ Amazon MGM: ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นหนังเจมส์ บอนด์เรื่องแรกภายใต้ยุคใหม่ของการดูแลแฟรนไชส์
- ยังไม่มีการเปิดเผยนักแสดง 007 คนใหม่: ผู้ชมจึงต้องติดตามว่าผู้รับบทสายลับคนต่อไปจะเป็นใคร
- ผู้กำกับต้องรักษาสมดุล: หนังจะต้องเคารพมรดกของบอนด์และสร้างทิศทางใหม่ไปพร้อมกัน
ก่อนจะเดินหน้าเต็มตัวกับหนังบอนด์ วิลเนิฟยังมีภารกิจสำคัญคือการปิดฉากไตรภาค Dune ด้วย Dune: Part Three ภาคใหม่นี้จะยังมีดีเอ็นเอของหนังสองภาคแรก แต่ผู้กำกับยืนยันว่าบรรยากาศและแนวทางจะแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เรื่องราวจะพาผู้ชมไปพบกับพอล อะเทรดีสที่มีอายุมากขึ้น ขณะที่โลกโดยรอบเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
พอลไม่ได้เป็นเพียงชายหนุ่มที่กำลังค้นหาชะตากรรมของตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องเผชิญกับผลลัพธ์จากสิ่งที่เขาสร้างขึ้น เขาแบกรับภาระจากความรุนแรงและอำนาจที่ขยายตัว จนต้องพยายามหาทางออกจากวงจรที่ตัวเองมีส่วนทำให้เกิดขึ้น ประเด็นด้านจิตใจและผลกระทบของการเป็นผู้นำจะทำให้ภาคนี้มีโทนที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทั้งยังช่วยแยกภาพยนตร์ภาคสามออกจากสองภาคก่อน
นักแสดงของ Dune: Part Three ประกอบด้วยทิโมธี ชาลาเมต์, เซนดายา, เจสัน โมโมอา, ฟลอเรนซ์ พิวจ์, รีเบกกา เฟอร์กูสัน, อิซาค เดอ บ็องโกเล, ชาร์ล็อตต์ แรมพลิง, โรเบิร์ต แพตทินสัน, อันยา เทย์เลอร์-จอย, จอช โบรลิน และฮาเวียร์ บาร์เด็ม ภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 18 ธันวาคม ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งผลงานใหญ่ที่แฟนหนังทั่วโลกจับตามอง
แฟนหนังควรคาดหวังอะไรจากวิลเนิฟ
สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้น่าตื่นเต้นคือการพบกันระหว่างผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องภาพอันยิ่งใหญ่กับแฟรนไชส์ที่มีองค์ประกอบของความบันเทิงครบถ้วน หนังเจมส์ บอนด์จำเป็นต้องมีฉากแอ็กชันที่น่าจดจำ แต่ก็ต้องมีตัวละครที่มีเสน่ห์ บทสนทนาที่คมคาย และความรู้สึกของอันตรายที่อยู่ตลอดเวลา วิลเนิฟอาจนำการออกแบบภาพที่ประณีต ความเงียบที่สร้างแรงกดดัน และการเล่าเรื่องที่จริงจังเข้ามาเพิ่มมิติให้กับ 007
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือการไม่ทำให้หนังสูญเสียความสนุกและความคล่องตัวอันเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของบอนด์ หากเขาสามารถผสมผสานความยิ่งใหญ่แบบ Dune เข้ากับความเร็วและความมีสไตล์ของสายลับได้สำเร็จ ผลลัพธ์อาจกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทั้งสดใหม่และยังคงเคารพแฟรนไชส์เดิม
ท้ายที่สุดแล้ว เดนิส วิลเนิฟมองหนังเจมส์ บอนด์เป็นจรวดแยกจากดูน เพราะเขาต้องการแรงส่งใหม่หลังจากอยู่กับอาร์ราคิสมานาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้กำกับและต่อแฟนหนัง หากวิลเนิฟนำมุมมองเฉพาะตัวมาสร้างบอนด์ที่เข้มข้น มีสไตล์ และแตกต่างโดยไม่ทิ้งหัวใจของตัวละคร เราอาจได้เห็นหนึ่งในบทใหม่ที่น่าจดจำที่สุดของสายลับ 007
สำหรับแฟนภาพยนตร์ นี่คือช่วงเวลาที่ควรจับตาทั้งการปิดฉากของ Dune และการเริ่มต้นยุคใหม่ของเจมส์ บอนด์ เพราะผลงานทั้งสองเรื่องอาจแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิลเนิฟสามารถเปลี่ยนเกียร์จากมหากาพย์ไซไฟไปสู่หนังสายลับระดับโลกได้ไกลแค่ไหน
ที่มา – Denis Villeneuve Sees His James Bond Movie as a ‘Powerful Rocket’ Separating Him From ‘Dune’
