เครือข่ายแรงงานยานยนต์ 8 ค่าย เสนอทางรอดอุตสาหกรรมไทย
ความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า การเข้ามาของผู้ผลิตรายใหม่ และการแข่งขันด้านต้นทุนที่รุนแรงขึ้น ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อแรงงานจำนวนมากในโรงงานผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ล่าสุด เครือข่ายแรงงานยานยนต์ 8 ค่าย จึงรวมตัวกันยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางเร่งด่วนในการดูแลอุตสาหกรรมและคุ้มครองแรงงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน
การรวมตัวดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน บริเวณทางเท้าด้านข้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีผู้แทนแรงงานประมาณ 50 คน นำโดย มนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รัฐบาลมีมาตรการที่เป็นธรรม ช่วยรักษาการจ้างงาน และทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
เครือข่ายแรงงานยานยนต์ 8 ค่าย เสนอ 3 แนวทางเร่งด่วน
กลุ่มแรงงานเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมไม่ควรทำให้ลูกจ้างต้องรับภาระเพียงฝ่ายเดียว เพราะแรงงานคือส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ข้อเสนอหลักจึงมุ่งไปที่การปรับนโยบายภาครัฐให้เชื่อมโยงกับการสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศอย่างชัดเจน
- ปรับสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับการผลิตในประเทศ: รัฐควรแยกมาตรการส่งเสริมการลงทุนและภาษีระหว่างรถยนต์นำเข้าทั้งคันกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการลงทุน สร้างโรงงาน และจ้างแรงงานในประเทศมากขึ้น
- ปกป้องห่วงโซ่อุปทาน: รัฐต้องดูแลผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับเหมาช่วง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อยู่ในระบบอย่างเป็นรูปธรรม เพราะธุรกิจเหล่านี้เป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรม หากผู้ผลิตรายย่อยได้รับผลกระทบ ก็อาจส่งต่อไปยังการจ้างงานในวงกว้าง
- รักษาฐานการผลิตรถยนต์ในไทย: โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะ ซึ่งเป็นตลาดที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญและมีห่วงโซ่การผลิตแข็งแรง การมีแผนรองรับที่ชัดเจนจะช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้โดยไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
รายชื่อสหภาพแรงงานจาก 8 ค่ายรถยนต์
การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีสหภาพแรงงานจากค่ายรถยนต์ชั้นนำเข้าร่วม ได้แก่ สหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย โตโยต้า ยานยนต์และอะไหล่อีซูซุ รถยนต์มิตซูบิชิ นิสสันมอเตอร์ ฟอร์ดและมาสด้า ธนบุรีประกอบรถยนต์ และฮีโน่ การรวมตัวของแรงงานจากหลายค่ายสะท้อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายร่วมของทั้งระบบ
นอกจากข้อเสนอด้านนโยบายแล้ว เครือข่ายแรงงานยังเรียกร้องให้รัฐบาลลงทุนพัฒนาทักษะของแรงงานอย่างจริงจัง เนื่องจากเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ และพลังงานรูปแบบใหม่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แรงงานที่เคยทำงานกับเครื่องยนต์สันดาปอาจจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ระบบควบคุม และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถทำงานในอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้
ประเด็นสำคัญคือค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระของลูกจ้างเพียงลำพัง เพราะการยกระดับทักษะเป็นประโยชน์ต่อทั้งบริษัทและเศรษฐกิจประเทศ รัฐควรจัดสรรงบประมาณ สนับสนุนหลักสูตรที่เข้าถึงง่าย และร่วมมือกับสถานศึกษา ผู้ผลิตรถยนต์ และสถาบันฝึกอบรม เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง
รถกระบะและโครงการรถเก่าแลกรถใหม่อาจช่วยพยุงการจ้างงาน
หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจคือการกระตุ้นตลาดรถกระบะ ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งภาคการผลิตและการใช้งานของผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และธุรกิจขนส่ง หากมีกลไกสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น สินเชื่อที่เข้าถึงได้ มาตรการลดภาษี หรือโครงการช่วยเหลือผู้ต้องการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถใหม่ ก็อาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อและทำให้โรงงานยังคงมีคำสั่งผลิตอย่างต่อเนื่อง
โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นอีกแนวคิดที่สามารถนำมาพิจารณาได้ โดยควรออกแบบให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งช่วยลดจำนวนรถเก่าที่มีมลพิษสูง กระตุ้นยอดขายรถยนต์ และรักษาการจ้างงานในโรงงานผลิตและธุรกิจซ่อมบำรุง อย่างไรก็ตาม มาตรการลักษณะนี้ควรมีเงื่อนไขที่รอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดการใช้งบประมาณโดยไม่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
สำหรับผู้ติดตามข่าวเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ เรื่องนี้สะท้อนภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์แบบเดิมไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบการผลิตอัจฉริยะอย่างชัดเจน การเปลี่ยนผ่านที่ดีไม่ควรวัดจากจำนวนรถรุ่นใหม่หรือยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าแรงงานได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะหรือไม่ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยอยู่รอดได้แค่ไหน และประเทศไทยยังรักษาความสามารถในการผลิตภายในประเทศได้หรือเปล่า
เครือข่ายแรงงานยานยนต์ 8 ค่าย จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสียงแทนคนทำงานที่อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ข้อเสนอของพวกเขาเป็นโจทย์ที่รัฐบาลและผู้ประกอบการควรนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะอนาคตของยานยนต์ไทยจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจ แรงงาน และชุมชนสามารถเติบโตไปพร้อมกัน
ในมุมมองของผู้เขียน การรักษาฐานการผลิตเดิมควรเดินควบคู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่และการพัฒนาคน หากทุกฝ่ายร่วมกันวางแผนตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสเป็นศูนย์กลางยานยนต์ของภูมิภาคต่อไปได้ ผู้อ่านควรติดตามมาตรการของภาครัฐอย่างใกล้ชิด และร่วมสนับสนุนแนวทางที่สร้างงาน เพิ่มทักษะ และทำให้อุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
