อดีตเจ้าหน้าที่ FBI ยอมรับขโมยคริปโต 2.47 ล้านดอลลาร์

คดีสะเทือนวงการความมั่นคงของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังอดีตหัวหน้างานต่อต้านข่าวกรองของ FBI ยอมรับผิดในข้อหาฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน โดยเจ้าหน้าที่รายนี้ถูกกล่าวหาว่าใช้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลจากการทำงานเพื่อขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนของรัฐบาลกลาง มูลค่ารวมประมาณ 2.47 ล้านดอลลาร์ เหตุการณ์นี้ไม่ได้กระทบเพียงทรัพย์สินของผู้ต้องสงสัยเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเงินของเหยื่อคดีอาชญากรรมทางการเงินอย่างน้อย 10 รายด้วย

อดีตเจ้าหน้าที่ FBI ยอมรับขโมยคริปโต 2.47 ล้านดอลลาร์

แพทริก สตีเวน ยารอช อดีตเจ้าหน้าที่ FBI วัย 37 ปีจากเมืองแอชเบิร์น รัฐเวอร์จิเนีย รับสารภาพว่าเขาดำเนินการโอนเงินดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระเป๋าคริปโตหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนประมาณ 35 คดี เอกสารของศาลระบุว่าเขาทำธุรกรรมหลอกลวงราว 100 รายการ และได้รับผลประโยชน์รวมประมาณ 2,474,380.66 ดอลลาร์

ในช่วงแรก อัยการประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ราว 1 ล้านดอลลาร์ แต่การสอบสวนเพิ่มเติมทำให้ยอดรวมเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า เงินบางส่วนเชื่อมโยงกับบัญชีของผู้ก่ออาชญากรรมทางการเงิน ขณะที่อีกส่วนมาจากกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำการจากประเทศฝ่ายตรงข้าม รวมถึงกระเป๋าที่ FBI สร้างขึ้นเพื่อใช้ในปฏิบัติการของหน่วยงานเอง

อดีตเจ้าหน้าที่ FBI ยอมรับขโมยคริปโต 2.47 ล้านดอลลาร์ หลังใช้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลภายใน

ยารอชทำงานที่ฝ่าย FBI ประจำเมืองบอสตันตั้งแต่ปี 2017 ถึงต้นปี 2025 โดยรับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศฝ่ายตรงข้าม ต่อมาเขาย้ายไปทำงานในแผนกต่อต้านข่าวกรองและจารกรรมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 จนถูกให้ออกจากงานในวันที่ 31 กรกฎาคมปีเดียวกัน ตำแหน่งดังกล่าวเปิดโอกาสให้เขาเข้าถึงข้อมูลรับรองและรหัสที่เกี่ยวข้องกับกระเป๋าคริปโตซึ่งถูกเก็บไว้ระหว่างการสืบสวน

ตามคำให้การในเอกสารขอหมายค้น ยารอชจดจำข้อความรหัสผ่านของบัญชีฝ่ายตรงข้าม ก่อนตัดสินใจนำเงินเข้าสู่กระเป๋าส่วนตัว เขาอ้างในช่วงแรกว่ารู้สึกหงุดหงิดที่ FBI ไม่สามารถหรือไม่ยอมดำเนินการกับสินทรัพย์เหล่านั้น อย่างไรก็ตาม อัยการยืนยันว่าไม่ควรมองเขาเป็นวีรบุรุษที่ขโมยเงินเพื่อคืนความยุติธรรม เพราะหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเขาวางแผนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเช่นเดียวกับผู้ฉ้อโกงทั่วไป

เส้นทางเงินและความพยายามปกปิดธุรกรรม

หลังจากนำเหรียญออกจากกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับคดีต่าง ๆ ยารอชแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นคริปโตประเภทอื่น และทำธุรกรรมต่อเนื่องเพื่อทำให้ต้นทางของเงินติดตามได้ยากขึ้น ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2025 ถึง 13 มกราคม 2026 เขาโอนเงินประมาณ 93,082 ดอลลาร์เข้าบัญชีของตนเอง จากนั้นโยกย้ายเงินไปยังบัญชีอื่นเพื่อนำไปชำระบัตรเครดิต ค่างวดรถ และหนี้สินประเภทต่าง ๆ

เจ้าหน้าที่ตรวจค้นยังพบกระเป๋าฮาร์ดแวร์ของ Trezor หนังสือเดินทางหลายเล่ม เอกสารมอบอำนาจให้ทนายในโปรตุเกส และบันทึกที่มีลักษณะคล้ายวลีตั้งต้นสำหรับกู้คืนกระเป๋าคริปโต นอกจากนี้ ยังพบเงินหลายแสนดอลลาร์คงเหลืออยู่ในบัญชี Kraken และบัญชี Suilend ซึ่งเข้าถึงผ่าน Slush แพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน Sui

  • จำนวนธุรกรรม: ประมาณ 100 รายการ
  • จำนวนการสอบสวนที่เกี่ยวข้อง: 35 คดี
  • มูลค่าความเสียหาย: ประมาณ 2.47 ล้านดอลลาร์
  • ข้อหาหลัก: ฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน

ChatGPT และแผนย้ายไปใช้ชีวิตในยุโรป

ระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่พบประวัติการใช้งาน ChatGPT ของยารอช โดยเขาถามเกี่ยวกับการลงทุนเงินประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ และขอคำแนะนำว่าควรย้ายไปพำนักในประเทศใดของสหภาพยุโรป ในคำถามหนึ่ง เขาต้องการทราบว่าควรทำอย่างไรหากมีเงินก้อนใหญ่และต้องการออกจากสหรัฐฯ เพื่อขอถิ่นพำนักหรือสัญชาติในยุโรป

คำตอบที่เขาได้รับจัดให้โปรตุเกสเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับสถานการณ์ดังกล่าว ต่อมาในวันที่ 15 มิถุนายน เขามอบอำนาจให้ทนายในโปรตุเกสดำเนินการเรื่องการขึ้นทะเบียนภาษีและขอหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เขายังเดินทางไปโปรตุเกสในเดือนพฤษภาคมโดยไม่ได้แจ้งต่อรัฐบาลกลาง และวางแผนเดินทางกับครอบครัวอีกครั้งในเดือนกันยายน ก่อนถูกจับกุมในเดือนกรกฎาคม

ผลกระทบต่อการสืบสวนและความปลอดภัยของ FBI

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าการกระทำของยารอชทำให้การสอบสวนหลายคดีต้องเผชิญความเสี่ยง รวมถึงอาจเปิดเผยแหล่งข่าว วิธีการรวบรวมข่าวกรอง และข้อมูลสำคัญในคดีอาชญากรรม การที่เจ้าหน้าที่ภายในนำข้อมูลลับไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวจึงสร้างความเสียหายมากกว่ามูลค่าคริปโตที่หายไป เพราะอาจทำให้ผู้ให้ข้อมูลและปฏิบัติการในอนาคตตกอยู่ในอันตราย

คดีนี้ยังคล้ายกับเหตุการณ์ในอดีตที่เจ้าหน้าที่รัฐบางรายถูกกล่าวหาว่าขโมยบิตคอยน์ระหว่างการสืบสวนตลาดมืด Silk Road อดีตเจ้าหน้าที่ DEA คาร์ล ฟอร์ซ และอดีตเจ้าหน้าที่หน่วย Secret Service ฌอน บริดจส์ เคยถูกดำเนินคดีจากการนำบิตคอยน์ที่พบระหว่างปฏิบัติงานไปใช้ส่วนตัว ทั้งสองกรณีสะท้อนว่า การควบคุมกระเป๋าคริปโต หลักฐานดิจิทัล และสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลภายใน จำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบหลายชั้น

ยารอชมีกำหนดรับโทษในเดือนมีนาคมปีหน้า และอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี แม้ศาลจะเป็นผู้กำหนดบทลงโทษสุดท้าย แต่คดีนี้ทำให้เห็นชัดว่าคริปโตที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานรัฐไม่ได้ปลอดภัยจากการทุจริตภายในโดยอัตโนมัติ สำหรับองค์กรต่าง ๆ บทเรียนสำคัญคือควรแยกหน้าที่ผู้ดูแล เพิ่มการบันทึกธุรกรรม และตรวจสอบการเข้าถึงวลีรหัสผ่านอย่างต่อเนื่อง

มุมมองส่งท้าย: คดีอดีตเจ้าหน้าที่ FBI รายนี้เตือนว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนอาจตรวจสอบเส้นทางเงินได้ แต่ความปลอดภัยที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับคน ระบบควบคุม และความโปร่งใสขององค์กร หากหน่วยงานใดถือครองคริปโตจำนวนมาก การวางมาตรการป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดควรเป็นเรื่องเร่งด่วน ไม่ใช่สิ่งที่รอให้เกิดความเสียหายก่อน

ที่มา – FBI Agent Admits Stealing $2.47 Million in Crypto From Crime Victims and Nation-State Targets

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *