หยุดการซื้อเสียง-คืนความหวัง ทางออกการเมืองไทยยุคใหม่
การเมืองไทยกำลังเดินทางมาถึงทางแยกสำคัญอีกครั้ง เมื่ออำนาจ เงินทุน และความคาดหวังของประชาชนต้องเผชิญหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บนเวทีเสวนา ‘The Next Political Crossroads ทางแยกใหม่การเมืองไทย’ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และ ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาการเมืองไทยได้อย่างน่าสนใจ
ประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเลย เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่คุณภาพบริการภาครัฐ งบประมาณที่ใช้สร้างถนนหรือโรงพยาบาล ไปจนถึงสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ในยุคที่คนติดตามข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดีย ประชาชนจึงไม่ได้ต้องการเพียงคำหาเสียงที่ฟังดูดี แต่ต้องการหลักฐานที่ตรวจสอบได้ และต้องการเห็นนักการเมืองรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง
หยุดการซื้อเสียง-คืนความหวัง คือโจทย์ใหญ่ของประชาธิปไตย
พงศกรอธิบายว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยมักวนเวียนอยู่กับ 3 สิ่ง ได้แก่ อำนาจ อามิส และอุดมการณ์ โดยอำนาจและอามิสอาจสร้างความได้เปรียบได้ในระยะสั้น แต่เมื่อหมดแรงสนับสนุนหรือหมดทรัพยากร สิ่งเหล่านั้นก็อาจพังลงได้ ในทางกลับกัน อุดมการณ์คือสิ่งที่ทำให้การเมืองมีทิศทางและทำให้ประชาชนตัดสินใจสนับสนุนพรรคการเมืองด้วยเหตุผลที่มากกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้า
อย่างไรก็ตาม ช่วง 10–15 ปีที่ผ่านมา ปัญหา Money Politics หรือการเมืองเชิงอามิสมีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการช่วยเหลือประชาชนแบบรายบุคคลถูกนำมาใช้แทนการสร้างระบบสวัสดิการที่เท่าเทียม ประชาชนบางส่วนอาจรู้ว่าผู้สมัครมีข้อครหา แต่ก็ยังเลือกเพราะมองว่านักการเมืองคนนั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เรื่องนี้สะท้อนความอ่อนแอของรัฐได้อย่างชัดเจน เพราะหากบริการพื้นฐานเข้าถึงทุกคนอย่างเป็นธรรม ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจเป็นรายคน
พงศกรยกตัวอย่างประสบการณ์ลงพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งผู้สมัครที่มีคดีเกี่ยวกับบ่อนออนไลน์และการฟอกเงินสามารถชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตด้วยคะแนนสูง แม้คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่เดียวกันจะสูงกว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้เห็นว่า การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากความสัมพันธ์ การช่วยเหลือ และความจำเป็นในการดำรงชีวิต
ปัญหาจึงไม่ได้จบลงที่วันเลือกตั้ง หากนักการเมืองเข้าสู่อำนาจด้วยเงิน เมื่อเข้าไปบริหารประเทศก็อาจต้องใช้ทรัพยากรเพื่อรักษาเครือข่ายเดิม เกิดการควบคุมกลไกรัฐ การต่อรองทางการเมือง และการลดทอนประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบ เมื่อวงจรนี้ดำเนินต่อไป ประชาชนจะยิ่งหมดศรัทธา และคนดีที่ต้องการเข้ามาทำงานอาจไม่กล้าเข้าสู่สนามการเมือง
ทำไมการเปิดเผยข้อมูลจึงสำคัญ
ภัณฑิรามองว่า การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการตัดวงจรคอร์รัปชัน เพราะข้อมูลคือเครื่องมือที่ทำให้ประชาชน นักข่าว นักวิชาการ และภาคประชาสังคมตรวจสอบการทำงานของรัฐได้ เธอเล่าประสบการณ์การขอข้อมูลงบประมาณของกรรมาธิการสามัญ 35 คณะตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร แต่กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และเมื่ออุทธรณ์จนได้รับข้อมูล เอกสารที่ได้กลับมีเพียงไม่กี่หน้าและไม่แสดงรายละเอียดการใช้จ่ายที่ชัดเจน
แนวคิด Open by Default หรือการเปิดข้อมูลเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น จึงควรถูกนำมาใช้จริงในระบบราชการ ไม่ใช่เป็นเพียงคำสวยหรูในรายงานนโยบาย ข้อมูลควรอยู่ในรูปแบบที่ค้นหาได้ อ่านเข้าใจง่าย และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ เช่น งบประมาณรายโครงการ รายชื่อผู้รับสัญญา ผลการจัดซื้อจัดจ้าง และความคืบหน้าของโครงการ
ในมุมของคนทั่วไป เรื่องนี้อาจดูเป็นเทคนิค แต่จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด เช่นเดียวกับการใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มดิจิทัล หากระบบไม่แสดงข้อมูลสำคัญ ผู้ใช้งานก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ากำลังตัดสินใจบนพื้นฐานอะไร การบริหารประเทศก็เช่นเดียวกัน หากประชาชนมองไม่เห็นข้อมูล ก็ยากที่จะรู้ว่างบประมาณถูกใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่
- รัฐควรเผยแพร่งบประมาณในรูปแบบที่ประชาชนอ่านได้ง่าย
- หน่วยงานควรตอบคำขอข้อมูลอย่างรวดเร็วและมีเหตุผล
- ข้อมูลสำคัญควรเปิดเผยผ่านระบบออนไลน์ที่ค้นหาและตรวจสอบได้
- ประชาชนควรมีช่องทางแจ้งเบาะแสและติดตามผลอย่างปลอดภัย
ภัณฑิรายังกล่าวถึงความพยายามขยายอำนาจของกลุ่มการเมืองเข้าไปในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระ โดยเปรียบเทียบว่าเป็นการพยายามแฮ็กระบบของประเทศ หากกลไกที่ควรตรวจสอบกันเองกลับถูกควบคุมโดยเครือข่ายเดียวกัน ประชาธิปไตยก็จะเหลือเพียงรูปแบบภายนอก แต่ขาดเนื้อหาที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจจริง
ฝ่ายค้านต้องร่วมมือโดยไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน
สำหรับการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งสองฝ่ายเปรียบเทียบว่าฝ่ายค้านเหมือนคนโสด ส่วนรัฐบาลเหมือนคนแต่งงานกัน ฝ่ายค้านอาจไม่ได้รวมตัวกันเพราะมีความคิดเหมือนกันทุกเรื่อง แต่จำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบรัฐบาล การเปรียบเทียบนี้ทำให้เห็นธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ดี เพราะการร่วมมือไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยอมทิ้งจุดยืน
เรื่องใดที่มีเป้าหมายร่วมกัน เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การตรวจสอบงบประมาณ หรือการผลักดันกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชัน ฝ่ายค้านสามารถทำงานร่วมกันได้เต็มที่ แต่หากเกิดข้อกล่าวหาว่าผู้แทนจากฝ่ายเดียวกันทำผิดกฎหมาย ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกพรรค การตรวจสอบที่จริงจังจะมีความน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ปกป้องคนของตัวเองเพียงเพราะอยู่ฝ่ายเดียวกัน
การเมืองแบบนี้อาจดูไม่หวือหวาเท่าการปะทะคารมในโซเชียลมีเดีย แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง ประชาชนอาจเห็นนักการเมืองทะเลาะกันในข่าวหรือคลิปสั้น แต่สิ่งที่ควรติดตามมากกว่าคือ พวกเขาตรวจสอบนโยบายอย่างไร เสนอทางเลือกอะไร และรับผิดชอบต่อข้อมูลที่นำเสนอต่อสังคมหรือไม่
ความแตกต่างไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความแตกแยก
ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา ผู้ร่วมพูดคุยย้ำว่า ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องคิดเหมือนกัน สังคมที่มีความคิดเห็นหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้ หากทุกฝ่ายยอมรับกติกา เคารพสิทธิของผู้อื่น และใช้ข้อมูลมากกว่าอคติในการตัดสินใจ การเปรียบเทียบว่าคนในครอบครัวอาจเห็นต่างกันบนโต๊ะอาหาร แต่ยังนั่งกินข้าวร่วมกันได้ เป็นภาพที่เข้าใจง่ายและสะท้อนความหวังของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ในยุคที่ข่าวปลอมและข้อความปลุกอารมณ์แพร่กระจายได้เร็วกว่าข้อเท็จจริง ประชาชนควรตรวจสอบแหล่งที่มา เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายด้าน และไม่รีบตัดสินคนเห็นต่างว่าเป็นศัตรู ขณะเดียวกัน นักการเมืองเองก็ควรสื่อสารอย่างรับผิดชอบ ไม่ใช้ความกลัวหรือความเกลียดชังเป็นเครื่องมือหาเสียง
หยุดการซื้อเสียง-คืนความหวัง จึงไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย นักการเมืองต้องยึดอุดมการณ์และความโปร่งใส รัฐต้องสร้างสวัสดิการที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจเป็นรายคน หน่วยงานรัฐต้องเปิดเผยข้อมูล และประชาชนต้องใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ
แนวโน้มการเมืองในอนาคตจะถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากขึ้น เทคโนโลยีสามารถช่วยติดตามงบประมาณ ตรวจสอบคำพูดของผู้สมัคร และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ แต่เทคโนโลยีจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อข้อมูลตั้งต้นโปร่งใสและประชาชนมีทักษะรู้เท่าทันสื่อ ดังนั้น ก่อนถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป เราทุกคนควรถามตัวเองว่า นักการเมืองคนใดเสนอการเปลี่ยนแปลงที่เป็นระบบ และใครเพียงเสนอผลประโยชน์ระยะสั้น หากสังคมช่วยกันตั้งคำถาม ตรวจสอบ และไม่ยอมให้เงินซื้ออนาคตได้ ความหวังก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ที่มา – ‘หยุดการซื้อเสียง-คืนความหวัง’
