สุริยะแจงเอกชนจดทะเบียนคุ้มครอง 4 พันธุ์กะเพรา ไม่กระทบประชาชนปลูกกินเอง แต่ห้ามขยายพันธุ์ขาย
ประเด็นเรื่อง สุริยะแจงเอกชนจดทะเบียนคุ้มครอง 4 พันธุ์กะเพรา ไม่กระทบประชาชนปลูกกินเอง แต่ห้ามขยายพันธุ์ขาย กำลังได้รับความสนใจจากประชาชน เกษตรกร และคนที่ชื่นชอบการปลูกผักสวนครัว เพราะกะเพราเป็นพืชใกล้ตัวที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน ตั้งแต่เมนูกะเพราหมูสับ กะเพราไก่ ไปจนถึงเมนูอาหารจานด่วนที่หารับประทานได้แทบทุกพื้นที่
กรณีนี้เกิดขึ้นหลังมีการเปิดเผยว่า บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่จำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี01 แก้วจุรี02 แก้วจุรี03 และแก้วจุรี04 โดยพันธุ์เหล่านี้ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ต่อไปประชาชนทั่วไปจะยังสามารถปลูกกะเพราไว้รับประทานเองได้หรือไม่
สุริยะแจงเอกชนจดทะเบียนคุ้มครอง 4 พันธุ์กะเพรา ไม่กระทบประชาชนปลูกกินเอง แต่ห้ามขยายพันธุ์ขาย
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นสิทธิที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้ หากบริษัทหรือหน่วยงานนั้นมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่จนมีลักษณะเฉพาะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แนวคิดนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับการคุ้มครองผลงานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ในสาขาอื่น
ประเด็นสำคัญคือ การคุ้มครองดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะถูกห้ามปลูกกะเพราที่ได้รับการจดทะเบียน หากซื้อหรือได้รับเมล็ดพันธุ์มาแล้วนำไปปลูกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน ก็ยังสามารถทำได้ตามปกติ คนที่อยากปลูกกะเพราไว้ข้างบ้าน ระเบียงคอนโดมิเนียม หรือสวนครัวหลังบ้านจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป
อย่างไรก็ตาม สิทธิของเจ้าของพันธุ์จะเข้ามามีบทบาทเมื่อมีการนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย หรือทำธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต พูดให้เข้าใจง่ายคือ ปลูกกินเองได้ แต่หากต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือขยายพันธุ์เพื่อขาย จะต้องตรวจสอบเงื่อนไขและขออนุญาตจากเจ้าของสิทธิก่อน
กะเพรา 4 พันธุ์พัฒนาอย่างไร
จากเอกสารประกาศคำขอจดทะเบียนของกรมวิชาการเกษตร ระบุว่ากะเพราทั้ง 4 พันธุ์ได้รับการพัฒนาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1 โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อคัดเลือกลักษณะที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหาร การพัฒนานี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 และมีการทดลองปลูกในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม รวมถึงพื้นที่ของบริษัทในจังหวัดปทุมธานี
หนึ่งในเทคนิคที่ใช้คือการชักนำให้จำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นด้วยสารเคมี ร่วมกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ กระบวนการดังกล่าวอาจช่วยให้นักวิจัยคัดเลือกต้นกะเพราที่มีลักษณะโดดเด่น เช่น ใบมีขนาดเหมาะสม กลิ่นและรสชาติคงที่ เจริญเติบโตดี หรือให้ผลผลิตที่ตอบโจทย์การผลิตอาหารในระดับอุตสาหกรรม
การวิจัยพันธุ์พืชจึงไม่ได้มองเพียงเรื่องความแปลกใหม่เท่านั้น แต่ยังพิจารณาความสม่ำเสมอของต้น ความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก และคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้จริงได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการวัตถุดิบมีมาตรฐานและสามารถควบคุมคุณภาพได้ตลอดทั้งปี
ประชาชนต้องรู้อะไรเกี่ยวกับการปลูกกะเพรา
สำหรับผู้บริโภคทั่วไป เรื่องนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่างการปลูกเพื่อบริโภคกับการขยายพันธุ์เพื่อการค้า หากปลูกกะเพราไว้รับประทานเองในบ้าน ไม่ว่าจะปลูกในกระถาง แปลงผัก หรือพื้นที่เล็ก ๆ ก็ยังทำได้ตามปกติ การเก็บใบไปทำอาหาร หรือเก็บเมล็ดไว้ใช้ในพื้นที่ของตนเองตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกับการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อวางจำหน่ายในตลาด
ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการ เกษตรกร หรือร้านจำหน่ายต้นกล้าที่ต้องการขยายพันธุ์กะเพรากลุ่มนี้เพื่อสร้างรายได้ ควรตรวจสอบสถานะพันธุ์และรายละเอียดสิทธิให้ชัดเจนก่อนดำเนินการ เพราะการนำพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายได้ การเก็บเอกสารแหล่งที่มาของเมล็ดพันธุ์และสอบถามกรมวิชาการเกษตรจึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่า
ข้อกังวลเรื่องสิทธิเกษตรกรและพันธุ์พื้นเมือง
แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าการจดทะเบียนครั้งนี้ไม่กระทบต่อประชาชนที่ปลูกเพื่อบริโภค แต่กลุ่มไบโอไทยยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับทิศทางของกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช โดยเฉพาะหากประเทศไทยมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งอาจทำให้การเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไว้ปลูกต่อ หรือการแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ให้ผู้อื่น มีข้อจำกัดมากขึ้น
ข้อกังวลนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรรายย่อย เพราะการเก็บเมล็ดพันธุ์และแลกเปลี่ยนพันธุ์พืชเป็นวิถีที่เกิดขึ้นในชุมชนมานาน เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นหลายชนิดยังเป็นฐานสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ หากกฎระเบียบในอนาคตเข้มงวดขึ้น ผู้เกี่ยวข้องจึงควรรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร นักวิจัย ผู้บริโภค และภาคเอกชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการรักษาสิทธิของชุมชน
ในอีกมุมหนึ่ง การเปิดโอกาสให้เอกชนและกรมวิชาการเกษตรวิจัยพันธุ์พืชใหม่ก็มีประโยชน์ต่อระบบอาหาร เพราะช่วยให้ประเทศไทยมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับการผลิตสมัยใหม่ หากพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตดี ทนต่อสภาพอากาศ หรือมีคุณสมบัติเหมาะกับการประกอบอาหาร ก็อาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรได้
มองไปข้างหน้าอย่างเข้าใจและไม่ตื่นตระหนก
สรุปแล้ว ประเด็น สุริยะแจงเอกชนจดทะเบียนคุ้มครอง 4 พันธุ์กะเพรา ไม่กระทบประชาชนปลูกกินเอง แต่ห้ามขยายพันธุ์ขาย ไม่ได้หมายความว่ากะเพราจะกลายเป็นพืชที่คนทั่วไปปลูกไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือทำความเข้าใจขอบเขตของสิทธิ โดยแยกการปลูกเพื่อรับประทานในครัวเรือนออกจากการขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย
แนวโน้มในอนาคตคือพันธุ์พืชใหม่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และธุรกิจวัตถุดิบ ผู้บริโภคควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ ขณะที่เกษตรกรและผู้ประกอบการควรตรวจสอบใบอนุญาตก่อนนำพันธุ์พืชไปใช้เชิงพาณิชย์ หากทุกฝ่ายได้รับข้อมูลที่ชัดเจน การคุ้มครองพันธุ์พืชก็มีโอกาสเดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาสิทธิของประชาชนและเกษตรกรไทยได้อย่างสมดุล
ที่มา – สุริยะแจงเอกชนจดทะเบียนคุ้มครอง 4 พันธุ์กะเพรา ไม่กระทบประชาชนปลูกกินเอง แต่ห้ามขยายพันธุ์ขาย
