สหรัฐฯ ตัดไฟบ้านกว่า 173,000 หลังในกรกฎาคมร้อนสุด
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันสองด้าน ทั้งอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น โดยในเดือนกรกฎาคม 2026 สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากกลับไม่สามารถจ่ายค่าไฟเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศได้ บทความนี้จึงชวนดูว่าเหตุใด สหรัฐฯ ตัดไฟบ้านกว่า 173,000 หลังในกรกฎาคมร้อนสุด และเรื่องนี้สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านพลังงานอย่างไร
คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมหลายพื้นที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศพุ่งขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่ยุค Dust Bowl เมื่อผู้คนต้องเปิดเครื่องปรับอากาศนานขึ้น ค่าไฟก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายครอบครัวจึงต้องเลือกระหว่างการจ่ายค่าไฟกับค่าอาหาร ค่ายา และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ
สหรัฐฯ ตัดไฟบ้านกว่า 173,000 หลังในกรกฎาคมร้อนสุด
ข้อมูลจาก National Energy Assistance Directors Association หรือ NEADA ซึ่งสื่อ The Guardian นำมาวิเคราะห์ ระบุว่า บริษัทสาธารณูปโภคได้ระงับการจ่ายไฟให้ครัวเรือนจำนวน 173,598 หลังใน 10 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย จอร์เจีย อิลลินอยส์ แมสซาชูเซตส์ มินนิโซตา นอร์ทแคโรไลนา เพนซิลเวเนีย ไอโอวา นิวยอร์ก และเวอร์จิเนีย รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมของปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 28% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2024 ตัวเลขนี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นในช่วงที่สภาพอากาศรุนแรงขึ้นทุกปี
สหรัฐฯ ตัดไฟบ้านกว่า 173,000 หลังในกรกฎาคมร้อนสุด สะท้อนอะไร
แม้ข้อมูลจะครอบคลุมเพียง 10 รัฐและเขตปกครองหนึ่งแห่ง แต่ก็เป็นภาพสะท้อนของปัญหาระดับประเทศได้เป็นอย่างดี สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ รายงานว่า ในปี 2024 มีการตัดไฟฟ้าภาคครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 13.4 ล้านครั้ง โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรัฐทางใต้ เช่น เท็กซัส ฟลอริดา และโอคลาโฮมา
ประเด็นสำคัญคือ เครื่องปรับอากาศไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยอีกต่อไปสำหรับผู้คนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะรัฐทางใต้และตอนกลางของประเทศ ในวันที่อุณหภูมิสูงและความชื้นมาก การมีไฟฟ้าใช้สามารถช่วยป้องกันโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ และการเสียชีวิตได้ การตัดไฟจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางการเงิน แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน
ค่าไฟสูงขึ้นเร็วกว่าค่าครองชีพ
Mark Wolfe ผู้อำนวยการบริหารของ NEADA ระบุว่า หลายครอบครัวรู้สึกโกรธและสิ้นหวัง เพราะค่าไฟบางบ้านเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่อุณหภูมิและต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน ผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุจำนวนมากจึงเลือกไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ แม้จะต้องอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนต่อเนื่องหลายวัน
บางครอบครัวจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารหรือยา บางรายหันไปกู้เงินด่วนเพื่อให้สามารถชำระค่าไฟและขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าอีกครั้ง สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนว่ามาตรการช่วยเหลือที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนต้องรับมือกับความร้อนสุดขั้วและราคาพลังงานที่ผันผวน
รายงานจาก Bank of America Institute ระบุว่า ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคเฉลี่ยในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติผ่านท่อเพิ่มขึ้นประมาณ 4% การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งอาจมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นที่สูงมากในช่วงฤดูร้อน
ในเดือนกรกฎาคม 2026 ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของครัวเรือนทั่วประเทศแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 217 ดอลลาร์ หรือประมาณ 7,500 บาท โดยค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ผู้ใช้ไฟจึงไม่ได้จ่ายเฉพาะค่าไฟจากการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องรับภาระจากโครงสร้างต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นด้วย
โลกร้อนทำให้ความต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้น
สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานขึ้น และรุนแรงขึ้น การประเมินสภาพภูมิอากาศแห่งชาติครั้งที่ 5 ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะมีวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสเพิ่มขึ้นอีก 15-30 วันต่อปี
นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นแล้ว ระดับความชื้นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้ดัชนีความร้อนสูงกว่าค่าที่เครื่องวัดอุณหภูมิทั่วไปแสดง งานวิจัยบางชิ้นคาดการณ์ว่า ภายในช่วงกลางศตวรรษ จำนวนวันที่ดัชนีความร้อนสูงกว่า 38 องศาเซลเซียสจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และวันที่มีดัชนีความร้อนสูงกว่า 41 องศาเซลเซียสอาจเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1971-2000
ปัจจัยอื่น ๆ ยังซ้ำเติมสถานการณ์ เช่น ความต้องการพลังงานจากศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของตลาดพลังงาน และปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้อากาศร้อนผิดปกติ แม้เดือนกรกฎาคม 2026 อาจเป็นเดือนที่มีเงื่อนไขพิเศษ แต่แนวโน้มในระยะยาวยังชี้ว่าอากาศร้อนและค่าไฟสูงจะกลายเป็นปัญหาที่ต้องรับมืออย่างจริงจัง
ทางออกที่ต้องให้ความสำคัญ
การแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องดำเนินการหลายด้านพร้อมกัน ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดให้ครัวเรือนเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว แนวทางที่ควรพิจารณามีดังนี้
- ขยายโครงการช่วยเหลือค่าไฟ: รัฐควรเพิ่มงบประมาณและทำให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสิทธิได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินไป
- ห้ามตัดไฟในช่วงคลื่นความร้อน: ควรมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และครอบครัวที่มีเด็กเล็กในช่วงอากาศรุนแรง
- ลงทุนในพลังงานสะอาด: พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดต้นทุนระยะยาวได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพบ้านเรือน: การติดฉนวนกันความร้อน ใช้เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน และปรับปรุงระบบระบายอากาศ ช่วยลดการใช้ไฟได้
- สร้างระบบเตือนภัยและศูนย์คลายร้อน: ชุมชนควรมีสถานที่ปลอดภัยให้ประชาชนเข้าไปพักในวันที่อุณหภูมิสูงจนเป็นอันตราย
กรณีที่ สหรัฐฯ ตัดไฟบ้านกว่า 173,000 หลังในกรกฎาคมร้อนสุด ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงสถิติด้านสาธารณูปโภค แต่ควรมองว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่มั่นคงทางพลังงานและผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หากค่าไฟยังเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของประชาชน ผู้คนจำนวนมากอาจต้องเลือกระหว่างการรักษาสุขภาพกับการรักษาไฟฟ้าไว้ในบ้าน
ในมุมมองของผู้เขียน พลังงานสำหรับการทำความเย็นควรถูกมองเป็นบริการจำเป็นขั้นพื้นฐานในช่วงคลื่นความร้อน รัฐและบริษัทพลังงานควรร่วมกันออกแบบมาตรการที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัย เพราะการป้องกันการเสียชีวิตจากความร้อนไม่ควรขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายค่าไฟเพียงอย่างเดียว หากคุณเห็นว่าปัญหานี้สำคัญ ควรติดตามมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานในพื้นที่ สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมผลักดันนโยบายที่คุ้มครองครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
ที่มา – Utilities Cut Power to Over 173,000 Homes During America’s Hottest July on Record
