สทนช. ยืนยันเจ้าพระยาคลี่คลาย พร้อมเร่งระบายน้ำภาคตะวันออก
สถานการณ์น้ำท่วมยังเป็นประเด็นที่หลายพื้นที่ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประชาชนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคตะวันออก และพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครกับฉะเชิงเทรา ล่าสุด สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ออกมาอัปเดตข้อมูลสำคัญ พร้อมยืนยันว่า สทนช. ยืนยันเจ้าพระยาคลี่คลาย ในภาพรวม แต่ยังต้องเร่งบริหารจัดการมวลน้ำจากหลายลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล โดยรองเลขาธิการ สทนช. ระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มดีขึ้น แม่น้ำปิงมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดระดับลงประมาณชั่วโมงละ 1-2 เซนติเมตร หากปริมาณฝนไม่เพิ่มขึ้นมาก การระบายน้ำอาจปรับลดแบบขั้นบันได จากระดับปัจจุบันประมาณ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
สทนช. ยืนยันเจ้าพระยาคลี่คลาย แต่ยังต้องจับตาระดับน้ำ
แม้ภาพรวมของแม่น้ำเจ้าพระยาจะเริ่มผ่อนคลาย แต่สถานการณ์ยังไม่ควรประมาท เพราะระดับน้ำในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ปริมาณน้ำที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ที่ประมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะเดียวกัน การตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำในกรุงเทพฯ พบว่าบางจุดมีระดับต่ำกว่า 95 เซนติเมตร และบางจุดต่ำกว่า 120 เซนติเมตร จึงยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงที่มีฝนตกซ้ำ
การติดตามสถานการณ์ในยุคนี้ไม่ได้อาศัยเพียงการรายงานจากหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ยังใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ระบบตรวจวัดระดับน้ำ และข้อมูลพยากรณ์อากาศเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินทิศทางของมวลน้ำได้รวดเร็วขึ้น ประชาชนเองก็ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ก่อนแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย
เฝ้าระวังลุ่มน้ำแม่กลองและเพชรบุรี
สำหรับลุ่มน้ำแม่กลองและลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประมาณ 98.5 เปอร์เซ็นต์ การบริหารจัดการจึงต้องพิจารณาควบคู่กับปริมาณฝนที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ เขื่อนยังคงระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเขื่อนแม่กลองตอนล่างระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 1,127 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำแม่กลองด้านท้ายสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 1,300-1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จุดที่ต้องติดตามคือความแตกต่างของระดับตลิ่ง โดยตลิ่งฝั่งขวามีระดับต่ำกว่าฝั่งซ้าย จึงอาจได้รับผลกระทบก่อนหากมีน้ำหลากเพิ่มเติม ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรีมีการคาดการณ์ว่าอาจเกิดฝนตกหนักในช่วงวันที่ 11-12 ตุลาคม จังหวัดจึงเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การเตรียมเครื่องสูบน้ำ และการแจ้งเตือนประชาชนในจุดที่อาจมีน้ำล้นตลิ่ง
มวลน้ำภาคตะวันออกไหลเข้าสู่พื้นที่รอยต่อ
ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา คาดว่ามีปริมาณน้ำรวมประมาณ 2,100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 10 เท่าของความจุเขื่อนขุนด่านปราการชล มวลน้ำส่วนใหญ่ไหลมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง โดยมีทั้งน้ำจากลุ่มน้ำปราจีนบุรี แม่น้ำนครนายก และลุ่มน้ำฉะเชิงเทราบริเวณคลองท่าลาด
ลักษณะภูมิประเทศฝั่งตะวันออกของฉะเชิงเทราที่มีภูเขาสูง ทำให้มวลน้ำเคลื่อนตัวได้เร็ว และบางส่วนไหลข้ามคันกั้นน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตเข้าสู่พื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯ และฉะเชิงเทรา ประเด็นนี้จึงต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน เพื่อไม่ให้การระบายน้ำจากพื้นที่หนึ่งสร้างผลกระทบต่ออีกพื้นที่หนึ่ง
รัฐบาลได้เน้นย้ำแนวทางระบายน้ำแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ไปจนถึงบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต โดยมีกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ กระทรวงกลาโหม และกรมชลประทานร่วมกันวางแผนผลักดันน้ำออกสู่คลองชายทะเล
- เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง
- สูบน้ำและปิดล้อมคันกั้นน้ำจุดสำคัญ
- ประสานกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงให้ระบายอย่างเป็นระบบ
- ติดตามข้อมูลฝนและระดับน้ำผ่านระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
ในพื้นที่บางคล้า บางน้ำเปรี้ยว และบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำประมาณ 4 เครื่อง เพื่อเร่งการระบายและลดแรงกดดันตามแนวคันกั้นน้ำ แม้ปีนี้จะมีปริมาณน้ำมากกว่าปี 2556 แต่หน่วยงานระบุว่ามวลน้ำบางส่วนถูกผลักเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ และฉะเชิงเทรา ทำให้ระดับน้ำสูงสุดอาจต่ำกว่าปีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การระบายอาจใช้เวลาพอสมควร
สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือการเตรียมของจำเป็น ย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเอกสารสำคัญขึ้นที่สูง ตรวจสอบเส้นทางเดินทาง และติดตามประกาศเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงไม่ควรรอให้น้ำเพิ่มระดับจนเดินทางลำบาก การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก
โดยสรุป สทนช. ยืนยันเจ้าพระยาคลี่คลาย แต่ภาพรวมของประเทศยังมีหลายจุดที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกและแนวรอยต่อกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา เทคโนโลยีข้อมูลและการสื่อสารแบบเรียลไทม์จะมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือภัยน้ำท่วม ดังนั้นควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ พร้อมช่วยกันแชร์ข่าวสารที่ตรวจสอบแล้ว เพื่อให้ชุมชนเตรียมพร้อมและผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย
