สตาร์เทรค: สเตรนจ์ นิว เวิลด์ส กลับมาเล่นมุกเดิม

สตาร์เทรค: สเตรนจ์ นิว เวิลด์ส กลับมาเล่นมุกเดิมอีกครั้งในตอนที่ 9 ของซีซัน 4 ด้วยการพาลูกเรือยาน Enterprise เข้าสู่โลกแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยเจ้าหญิง พ่อมด มังกร และคำพยากรณ์ แม้แนวทางนี้จะเป็นเสน่ห์ที่ซีรีส์เคยใช้มาก่อน แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่ารายการกำลังสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือเพียงหยิบสูตรเดิมกลับมาใช้ซ้ำ

บทความนี้มีสปอยล์เนื้อหาสำคัญของตอน “Once La’An a Time” หากยังไม่ได้รับชม ควรเก็บเรื่องนี้ไว้อ่านภายหลัง

สตาร์เทรค: สเตรนจ์ นิว เวิลด์ส กลับมาเล่นมุกเดิมในโลกนิทาน

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ La’An กลับจากภารกิจงานแต่งงานของเหล่าผู้นำ พร้อมพฤติกรรมที่ดูหงุดหงิดและรุนแรงกว่าปกติ เธอเชื่อว่าผู้นำชาว Orion เป็นสายลับ จึงพยายามหยุดเหตุการณ์ที่คิดว่าอาจเป็นภัย แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะรวมถึงการทำเจ้าบ่าวตกลงไปในเค้กและเผาชุดเจ้าสาวก็ตาม Pike จึงขอให้เธอเข้ารับการตรวจจาก Dr. M’Benga แต่ผลตรวจกลับยืนยันว่า La’An ยังพร้อมปฏิบัติหน้าที่

ระหว่างการประชุม ลูกเรือพบดาวเคราะห์ประหลาดที่ไม่ควรมีอยู่ตามกฎฟิสิกส์ มันมีรูปร่างกลมแบน ลอยเคลื่อนที่ได้เอง มีแรงโน้มถ่วง ออกซิเจน และสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใน Pike, Spock, La’An และ Pelia จึงลงไปสำรวจ ก่อนจะพบป่าที่เต็มไปด้วยแสงเรืองรองและปราสาทเหมือนหลุดออกมาจากหนังสือนิทาน

ความจริงก็คือสถานที่แห่งนี้เชื่อมโยงกับตอน “The Elysian Kingdom” จากซีซันแรก ซึ่งโลกแฟนตาซีถูกสร้างขึ้นจากหนังสือเล่มโปรดของ Rukiya ลูกสาวของ Dr. M’Benga ครั้งนี้โลกดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความรู้สึกภายในของ La’An โดยเฉพาะ

สตาร์เทรค: สเตรนจ์ นิว เวิลด์ส กลับมาเล่นมุกเดิมผ่านตัวละครเงา

สมาชิกของ Enterprise พบตัวละครที่มีใบหน้าเหมือนคนรู้จัก แต่มีบทบาทแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง Pike กลายเป็น Sir Rauth ผู้ขี้ขลาด Spock รับบท Pollux พ่อมดผู้ชั่วร้าย ส่วน La’An คือเจ้าหญิง Thalia ขณะที่ Uhura กลายเป็น Queen Neve และ Chapel รับบท Lady Audrey

ความวุ่นวายเพิ่มขึ้นเมื่อโลกแฟนตาซีมีตัวละครที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือต้นฉบับ เช่น Prince Dashing ซึ่งมีใบหน้าเหมือน James Kirk เขาจำ La’An ได้และเชื่อว่าเธอคือเจ้าหญิง Thalia ที่เขารัก แม้ La’An จะจำเรื่องราวในโลกนี้ไม่ได้เลยก็ตาม เธอจึงอ้างว่า Queen Neve ขโมยความทรงจำของเธอไป เพื่อหาทางช่วย Pike, Spock และ Pelia ที่ถูกจับตัว

ขณะเดียวกัน Rauth และ Pollux ตัวจริงจากโลกแฟนตาซีถูกส่งขึ้นไปบน Enterprise ทั้งคู่เข้าใจว่ายานอวกาศคือมังกรเหล็กตามคำทำนาย และพยายามยึดอำนาจบนสะพานเดินเรือ ฉากเหล่านี้สร้างเสียงหัวเราะจากการที่ตัวละครแฟนตาซีพยายามเลียนแบบลูกเรือ Starfleet แต่ก็สะท้อนปัญหาสำคัญของตอนนี้ นั่นคือมุกจำนวนมากอาศัยการนำตัวละครเดิมมาใส่ชุดและบทบาทใหม่ มากกว่าจะพัฒนาแนวคิดใหม่อย่างจริงจัง

การเดินทางของ La’An และความหมายของแสงกับเงา

หัวใจของตอนอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่าง La’An กับเจ้าหญิง Thalia ทั้งสองเป็นเหมือนคนคนเดียวกันที่แยกออกเป็นสองด้าน Thalia เป็นตัวแทนของความรัก ความอ่อนโยน และความสามารถในการเปิดใจ ส่วน La’An เป็นตัวแทนของความโกรธ ความระแวง และบาดแผลจากอดีต

La’An เล่าเรื่องสร้อยคอที่พ่อมอบให้หลังจากการแสดงเต้นครั้งแรก เธอเคยสวมสร้อยเส้นนี้ทุกวัน แต่เมื่อพ่อเสียชีวิต มันก็กลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเจ็บปวด แม้เธอจะพยายามซ่อนความรู้สึกไว้นานเพียงใด แต่การเดินทางในโลกนิทานทำให้เธอต้องยอมรับว่า ความมืดในใจไม่ใช่ทั้งหมดของตัวตน และความสุขก็ยังเป็นสิ่งที่เธอมีสิทธิ์สัมผัส

  • La’An ต้องเผชิญหน้ากับความโกรธและความสูญเสีย
  • Thalia แสดงด้านที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก
  • Prince Dashing ทำให้ La’An เห็นว่าการยอมรับตัวเองสำคัญกว่าการเสแสร้ง
  • สร้อยคอ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำระหว่างเธอกับพ่อ

ในช่วงไคลแมกซ์ Queen Neve รวมแสงและเงาของ La’An กับ Thalia เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นมังกรสีแดงขนาดยักษ์ เธอบินเข้าหา Enterprise และโจมตียานด้วยเปลวไฟ อาวุธของยานไม่สามารถสร้างความเสียหายได้ ทำให้ลูกเรือต้องพึ่งพาความรู้จากโลกนิทานและเวทมนตร์ของ Pollux เพื่อหยุดภัยคุกคาม

ในเวลาเดียวกัน La’An และ Thalia เลิกต่อสู้กันเอง ทั้งคู่ดื่มยาที่รวมพลังแสงกับเงาเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ไม่ได้ทำให้ด้านใดด้านหนึ่งหายไป แต่ทำให้ทั้งสองส่วนกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล นี่คือสารที่ชัดเจนที่สุดของตอน La’An ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนอ่อนโยนตลอดเวลา และไม่จำเป็นต้องยอมแพ้ให้กับความโกรธ เธอสามารถยอมรับทุกด้านของตัวเองได้

จุดเด่นและข้อสังเกตของตอนนี้

จุดเด่นของ “Once La’An a Time” คือการให้ La’An ซึ่งมักเป็นตัวละครจริงจังและปิดกั้นอารมณ์ ได้มีพื้นที่สำรวจตัวเองผ่านโครงเรื่องแฟนตาซี การปรากฏตัวของ Kirk ในฐานะ Prince Dashing ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เดินหน้าไปอีกขั้น ตอนจบที่ La’An ไปพบ Kirk และชวนเขาเต้นรำ แสดงให้เห็นว่าเธอพร้อมเริ่มต้นใหม่และเปิดรับความสุขมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังมีปัญหาเรื่องจังหวะและความซ้ำของสูตร สตาร์เทรค: สเตรนจ์ นิว เวิลด์ส กลับมาเล่นมุกเดิม อีกครั้ง ทั้งโลกแฟนตาซี ตัวละครเงา การเล่นกับบทบาทของลูกเรือ และการใช้ความตลกจากความแตกต่างระหว่างนิยายกับวิทยาศาสตร์ ล้วนเป็นแนวทางที่ซีรีส์เคยทำมาแล้วใน “The Elysian Kingdom” การกลับมาเยือนแนวคิดเดิมจึงเหมาะกับการพัฒนาตัวละครมากกว่าการสร้างความประหลาดใจ

นอกจากนี้ การเปลี่ยนจากตอนที่มีบรรยากาศเหมือนละครรักในสัปดาห์ก่อน มาสู่เทพนิยายในตอนนี้ ทำให้ซีซันดูเหมือนกำลังสลับแนวทางอย่างรวดเร็ว แทนที่จะเดินหน้าไปสู่เส้นเรื่องหลักอย่างต่อเนื่อง ถึงกระนั้น การแสดงของนักแสดงและความสัมพันธ์ระหว่าง La’An กับ Thalia ก็ช่วยให้ตอนนี้ยังมีอารมณ์และความอบอุ่นเพียงพอที่จะทำให้ผู้ชมติดตามจนจบ

บทสรุปก่อนเข้าสู่ตอนจบซีซัน

ตอนนี้จบลงด้วยภาพ La’An กลับไปหา Kirk ทั้งคู่เต้นรำและพยายามเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ แม้ผู้ชมจะรู้ว่าความสัมพันธ์นี้มีข้อจำกัดจากเส้นเวลาที่จะนำไปสู่ Star Trek: The Original Series แต่ฉากดังกล่าวก็ทำหน้าที่สำคัญ นั่นคือการแสดงให้เห็นว่า La’An ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยความสูญเสียเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

การที่ La’An ได้ลูกสุนัข Runa กลับไปอยู่บนยาน ยังเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมความน่ารักให้ตอนจบ หลังจากต้องเผชิญทั้งราชินีผู้ชั่วร้าย มนุษย์หมาป่า และมังกรยักษ์ เธอก็ได้สิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่ทำให้ชีวิตบนยานมีความอบอุ่นมากขึ้น

โดยรวมแล้ว สตาร์เทรค: สเตรนจ์ นิว เวิลด์ส กลับมาเล่นมุกเดิม แต่ครั้งนี้มีเหตุผลด้านพัฒนาการตัวละครรองรับอย่างชัดเจน หากคุณชอบตอนแฟนตาซีและเรื่องราวที่เน้นการเยียวยาจิตใจ ตอนนี้น่าจะมอบความสนุกได้ไม่น้อย แต่ถ้าคาดหวังตอนวิทยาศาสตร์เข้มข้นหรือความแปลกใหม่ อาจรู้สึกว่าซีรีส์ยังวนอยู่กับสูตรเดิม ความเห็นส่วนตัวคือ ตอนนี้ไม่ใช่ตอนที่สดใหม่ที่สุด แต่เป็นตอนที่ทำให้ La’An เติบโตได้ดีที่สุด และนั่นอาจเพียงพอที่จะทำให้เรารอติดตามบทสรุปของซีซันต่อไป

ที่มา – ‘Star Trek: Strange New Worlds’ Is Back to Its Old Tricks

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *