สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง

สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงสื่อ หน่วยงานรัฐ และประชาชนทั่วไป หลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เปิดเผยผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขความเสียหายเกือบ 85 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับแนวทางบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำงานในวงการโทรทัศน์และสื่อดิจิทัลควรติดตาม เพราะสะท้อนให้เห็นว่าการผลิตคอนเทนต์ในองค์กรสาธารณะจำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับความโปร่งใสและความคุ้มค่า

สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง

สุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการตรวจสอบการดำเนินงานของไทยพีบีเอส โดยยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้เกิดจากการรับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กร ไม่ใช่การตอบโต้ระหว่างหน่วยงาน และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อดำเนินการทางการเมืองกับองค์กรสื่อสาธารณะ

สตง. ระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 โดยเนื้อหาสำคัญเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินที่อาจไม่เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี จากนั้นจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การจัดหาผู้ทำข่าว ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร รวมถึงความรับผิดเฉพาะเจาะจงของบุคคล

งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาทกับโจทย์การวัดผล

ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณปีละกว่า 2,000 ล้านบาท โดยประมาณครึ่งหนึ่งถูกใช้สำหรับการจัดหาและผลิตสื่อ สตง. พบว่าตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์บางส่วนยังไม่สามารถสะท้อนคุณภาพและประโยชน์ของรายการได้อย่างแท้จริง อีกทั้งมีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการประเมินผล

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การนำข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมมาใช้วางแผนจัดรายการยังไม่เต็มประสิทธิภาพ ทั้งที่ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์มีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เช่น ระยะเวลาการรับชม อัตราการรับชมจนจบ และความสนใจของผู้ชมแต่ละกลุ่ม หากนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้จริง จะช่วยให้องค์กรสามารถผลิตรายการได้ตรงกับความต้องการและใช้เงินอย่างคุ้มค่ามากขึ้น

สตง. ยังตั้งข้อสังเกตว่า ระบบบริหารจัดการบางส่วนให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย มากกว่าการวัดว่าผลงานสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะได้มากน้อยเพียงใด สำหรับองค์กรสื่อในยุคดิจิทัล การวัดผลไม่ควรดูเฉพาะจำนวนรายการหรือยอดการใช้เงิน แต่ควรพิจารณาคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ การเข้าถึงผู้ชม และผลกระทบต่อสังคมร่วมด้วย

ปัญหาการจ้างผลิตรายการและค่าตอบแทน

หนึ่งในประเด็นหลักของรายงานคือการจ้างผลิตรายการข่าว ‘เจาะย่อโลก’ ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงในช่วงปี 2560-2568 สตง. มองว่าแนวทางดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับหลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรมตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เนื่องจากการจ้างผลิตรายการควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบเหตุผลของการคัดเลือกผู้รับจ้างได้

นอกจากนี้ยังพบข้อสังเกตเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญในช่วงปี 2566-2568 โดยบางรายการไม่มีระเบียบหรือกฎหมายรองรับที่ชัดเจน การอนุมัติอาศัยกรอบทางการเงินหรือคำสั่งมอบอำนาจเป็นหลัก และเมื่อมีการประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในปี 2567 การเบิกจ่ายในปี 2568 จึงถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามระเบียบ

จากการประเมินเบื้องต้น สตง. ระบุว่าความเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาท ขณะที่ความเสียหายจากการจ้างบุคลากรมีมูลค่ากว่า 65 ล้านบาท รวมแล้วเกือบ 85 ล้านบาท ตัวเลขนี้ยังต้องเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมายและการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ประเด็นรถประจำตำแหน่งของผู้บริหาร

อีกเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือการใช้รถของผู้บริหารย้อนหลังระหว่างปี 2559-2564 โดยไทยพีบีเอสมีระเบียบเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายรถประจำตำแหน่ง แต่ยังไม่มีแนวทางการใช้รถส่วนกลางที่ชัดเจน สตง. จึงพบข้อเท็จจริงว่ามีผู้บริหารบางรายรับเงินค่ารถประจำตำแหน่ง ขณะเดียวกันยังใช้รถส่วนกลางขององค์กร

กรณีนี้ถูกมองว่าอาจขัดต่อหลักการใช้ทรัพย์สินของรัฐ และอาจเกี่ยวข้องกับวินัยการเงินการคลัง ขณะนี้คณะทำงานได้สรุปความเห็นแล้ว และคาดว่าจะเสนอให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินลงนามเพื่อแจ้งผลต่อไทยพีบีเอสต่อไป

สตง. ยืนยันตรวจสอบตามหลักฐาน ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง

ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อสงสัยในสังคม โฆษก สตง. ย้ำว่าการทำงานทั้งหมดเป็นไปตามหน้าที่และพยานหลักฐาน ไม่ได้เกิดจากความโกรธแค้น หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง การแถลงข่าวมีเป้าหมายเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง หลังมีเอกสารบางส่วนถูกเผยแพร่จนทำให้เกิดความเข้าใจไปในหลายทิศทาง

สำหรับเอกสารผลการตรวจสอบที่มีรายชื่อบุคคลเกี่ยวข้องนั้น สตง. ระบุว่าเป็นหนังสือลับ หากพบว่ามีการเปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่ ก็จะต้องตรวจสอบและดำเนินการทางวินัยตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบในระยะนี้ยังไม่ใช่คำตัดสินว่าบุคคลใดมีความผิดเด็ดขาด ทุกฝ่ายยังมีสิทธิชี้แจงและเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง จึงควรถูกติดตามด้วยความระมัดระวัง โดยผู้อ่านควรแยกแยะระหว่างข้อสังเกตจากการตรวจสอบกับข้อยุติทางกฎหมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้คือการเปิดเผยข้อมูลอย่างเหมาะสม การปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้าง และการสร้างหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนที่ชัดเจน

ในมุมของวงการสื่อ แนวโน้มสำคัญต่อจากนี้คือองค์กรสาธารณะจะต้องใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อวัดผลรายการอย่างจริงจัง พร้อมจัดทำระบบฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน หากไทยพีบีเอสนำข้อเสนอแนะไปปรับใช้ ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการยกระดับธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือของสื่อสาธารณะได้ ประชาชนจึงควรติดตามรายงานฉบับต่อไป และร่วมตรวจสอบการใช้เงินสาธารณะอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – สตง. แถลงผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ชี้เบิกจ่ายไร้ระเบียบรองรับ เสียหายกว่า 85 ล้านบาท ยืนยันไร้การเมืองแทรกแซง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *