ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ Made in Thailand มูลค่าความเสียหายทะลุ 1.3 พันล้าน
สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้มีประเด็นร้อนในแวดวงเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่น่าสนใจมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของสินค้าไทยในตลาดโลก นั่นคือเรื่องของ ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ Made in Thailand ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจพบการกระทำผิดครั้งใหญ่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง
เมื่อไม่นานมานี้ คุณพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ออกมาเปิดเผยผลการปฏิบัติงานในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 – กรกฎาคม 2569) พบว่ามีการจับกุมคดีสำคัญได้ถึง 177 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,377.8 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้ายังคงเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทยครับ
เจาะลึกปฏิบัติการ ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ Made in Thailand
ปัญหาที่ถูกยกให้เป็นไฮไลต์สำคัญคือการพบสินค้าที่ระบุว่า ‘Made in Thailand’ แต่แท้จริงแล้วนำเข้ามาจากจีนและเตรียมส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า นี่คือกลโกงที่ทำลายความเชื่อมั่นของคู่ค้าต่างชาติอย่างร้ายแรง โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบหลักฐานสำคัญ 2 คดีใหญ่ ได้แก่:
- คดีบุหรี่ต่างชาติ: มีการนำเข้าบุหรี่ ยี่ห้อ TWOMOON จากจีนจำนวนกว่า 5.37 ล้านมวน โดยพยายามปลอมปนหีบห่อว่าเป็นสินค้าผลิตในไทย ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 17 ล้านบาท
- คดีอุปกรณ์มีดและบรรจุภัณฑ์: พบใบมีดพร้อมบรรจุภัณฑ์กว่า 202,000 ชุด ที่ระบุแหล่งกำเนิดเท็จ ซึ่งมูลค่าความเสียหายในคดีนี้พุ่งสูงถึง 84.27 ล้านบาท
การที่ ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ Made in Thailand ครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนไปยังกลุ่มผู้ค้าที่ไม่สุจริตว่า ทางการไทยได้ยกระดับการบริหารความเสี่ยงและการเอกซเรย์สินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้นแล้ว
ก้าวต่อไปของการป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์
นอกจากการป้องกันคดีสวมสิทธิ์แล้ว กรมศุลกากรยังทำงานหนักในด้านอื่นๆ เช่น การป้องกันการนำเข้าขยะอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลกว่า 5.6 ล้านกิโลกรัม และการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชา ที่สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลเช่นกัน สำหรับผู้ประกอบการไทย ผมมองว่านี่คือโอกาสดีที่จะสร้างจุดแข็งให้กับแบรนด์ด้วยการรักษามาตรฐานคุณภาพและการสำแดงข้อมูลที่เป็นจริงอย่างเคร่งครัด เพราะความน่าเชื่อถือคือสิ่งสำคัญที่สุดในการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ
ในมุมมองของผม การปราบปรามนี้ไม่ใช่แค่การทำงานของภาครัฐเท่านั้น แต่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการเองต้องช่วยกันตรวจสอบและไม่สนับสนุนสินค้าที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้ ‘Made in Thailand’ ยังคงเป็นตราประทับของคุณภาพที่ทั่วโลกให้การยอมรับอย่างแท้จริงครับ เราต้องร่วมกันจับตาและสนับสนุนมาตรการเหล่านี้ให้ยั่งยืน เพื่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพครับ
