ศาลแขวงดุสิต สั่งจำคุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญา ‘นัสเซอร์-พิชิต’ แกนนำ คปท. ปมม็อบปิดถนนพิษณุโลก ชี้สร้างความเดือดร้อนสาธารณะ-เมินคำสั่งเจ้าหน้าที่
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องราวดราม่าร้อนๆ จากวงการการเมืองไทยมาอัพเดทให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ สำหรับคนที่ชอบติดตามข่าวสารสังคมและการชุมนุมที่นี่แหละที่ใช่! เราจะมาพูดถึงประเด็นใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสศาลแขวงดุสิต สั่งจำคุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญา ‘นัสเซอร์-พิชิต’ แกนนำ คปท. ปมม็อบปิดถนนพิษณุโลก ชี้สร้างความเดือดร้อนสาธารณะ-เมินคำสั่งเจ้าหน้าที่กันครับ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่นักการเมืองหรือแกนนำชุมนุมเท่านั้น แต่กระทบชีวิตประจำวันของประชาชนจริงๆ มาฟังรายละเอียดกันเลย
ศาลแขวงดุสิต สั่งจำคุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญา ‘นัสเซอร์-พิชิต’ แกนนำ คปท. ปมม็อบปิดถนนพิษณุโลก ชี้สร้างความเดือดร้อนสาธารณะ-เมินคำสั่งเจ้าหน้าที่
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ศาลแขวงดุสิต ซึ่งนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ387/2568 โดยพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายนัสเซอร์ หยีหมะ หัวหน้ารักษาความปลอดภัยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ในฐานะจำเลยที่ 1 และนายพิชิต ไชยมงคล หรือ ‘ตั้ม’ แกนนำคปท. จำเลยที่ 2 ในข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
พฤติการณ์ของคดีนี้ชัดเจนมากครับ จำเลยทั้งคู่ในฐานะผู้จัดการชุมนุม ปล่อยให้ผู้ชุมนุมตั้งเต็นท์และเพิงพักกีดขวางการจราจร 2 ช่องทางบนถนนพิษณุโลก ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองใกล้สถานที่ราชการและมหาวิทยาลัย ที่แย่กว่านั้นคือกลางคืนยังนำรถโดยสารขนาดใหญ่มาจอดปิดช่องทางที่เหลืออีก 2 ช่อง พร้อมวางกรวยจราจรกั้น สร้างความเดือดร้อนหนัก! เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน รถติดยาวเหยียด แม้เจ้าพนักงานจะออกหนังสือแจ้งให้แก้ไขถึง 4 ครั้ง แต่ทั้งคู่ก็เมินเฉย ไม่ยอมทำตาม
พยานหลักฐานที่ศาลพิจารณา
ศาลดูพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงชัดเจน มีการปิดกั้นจริง พยานโจทก์ทั้งประชาชน นักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยเบิกความตรงกันหมดเลยครับ โดยเฉพาะนักศึกษากว่า 700 คนที่ลงชื่อร้องเรียน ต้องเดินเท้าเข้าเรียนเพราะรถเข้าไม่ได้ ส่งผลให้สายหรือขาดเรียนบ่อยๆ แถมยังมีอุบัติเหตุรถชนกับรถผู้ชุมนุมที่จอดขวางอีก ฟังแล้วก็เข้าใจเลยว่าทำไมประชาชนถึงเดือดร้อนขนาดไหน
เจตนารมณ์กฎหมายและคำตัดสินศาล
ศาลชี้แจงชัดว่าพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ต้องการให้การชุมนุมสงบ ไม่กระทบสิทธิผู้อื่น แต่จำเลยกลับคำนึงถึงพวกพ้องมากกว่าส่วนรวม ตั้งแคมป์ใจกลางเมืองแบบนี้เกินกว่าเหตุ จำเลยแก้ตัวว่าจัดที่อื่นไม่ได้ อ้างคำสั่งศาลแพ่งคดีอื่น แต่ศาลฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ใช่เหตุผลให้ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานได้
สุดท้ายศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามมาตรา 15(4) ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 1 เดือน และไม่รอลงอาญา เพราะทั้งคู่มีประวัติผิดซ้ำซาก จากรายงานกองทะเบียนประวัติอาชญากร ผมในฐานะคนที่ติดตามข่าวมานาน มองว่านี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับแกนนำทุกกลุ่ม
- ชุมนุมต้องเคารพกฎหมายและสิทธิผู้อื่น
- การเมินคำสั่งเจ้าหน้าที่เสี่ยงโดนโทษหนัก
- ประชาชนได้รับผลกระทบจริง ไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก
จากประสบการณ์ผมที่เห็นการชุมนุมหลายรอบในไทย ตั้งแต่ยุคคปท.สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน แนวโน้มคือการชุมนุมที่รุนแรงหรือปิดกั้นมากเกินไป มักจบด้วยคดีความแบบนี้ครับ ในยุคดิจิทัลที่ tech อย่าง social media ทำให้ข่าวแพร่กระจายไว การชุมนุมควรใช้เครื่องมือออนไลน์เสริม เช่น live stream หรือ petition ออนไลน์ แทนการปิดถนนที่กระทบทุกคน ช่วยให้เสียงดังโดยไม่เดือดร้อนใคร
สำหรับผมแล้ว คำพิพากษานี้เป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายยังทำงาน เพื่อความสมดุลระหว่างเสรีภาพและความสงบเรียบร้อย หากคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองคอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ! หรือแชร์ประสบการณ์เจอม็อบแบบนี้บ้าง
