ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งนิรโทษกรรม 39 แกนนำ กปปส. คดีชัตดาวน์กรุงเทพฯ

ศาลอาญามีคำสั่งเลื่อนการฟังคำสั่งในคดีของแกนนำ กปปส. จำนวน 39 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองและเหตุการณ์ชัตดาวน์กรุงเทพมหานครในช่วงปี 2556-2557 โดยคดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีทั้งประเด็นทางกฎหมาย การเมือง และผลกระทบต่อผู้ถูกกล่าวหาหลายราย

คดีดังกล่าวมีเลขคดีดำที่ อ.247/2561 โดยพนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. พร้อมจำเลยรวม 39 คน ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏและข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองในเวลานั้น เดิมศาลมีกำหนดนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องตามกฎหมายสันติสุข แต่ท้ายที่สุดต้องเลื่อนออกไปก่อน

ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งนิรโทษกรรม 39 แกนนำ กปปส.

เหตุผลสำคัญที่ศาลอาญามีคำสั่งเลื่อนการพิจารณา เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างการยื่นฎีกา และอำนาจในการพิจารณาประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ศาลฎีกา ศาลอาญาจำเป็นต้องรอคำสั่งจากศาลฎีกาก่อน เพื่อให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปตามลำดับชั้นของศาลและหลักวิธีพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้อง

หลังศาลมีคำสั่งเลื่อนการฟังคำสั่ง แก้วสรร อติโพธิ และสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตแกนนำ กปปส. ซึ่งเดินทางมาศาลในวันดังกล่าว ได้เดินทางกลับทันที ขณะที่ฝ่ายทนายความยังคงติดตามความคืบหน้าของคดีและรอการแจ้งคำสั่งจากศาลฎีกาอย่างเป็นทางการ

เหตุผลที่ทนายยื่นคำร้องตามกฎหมายสันติสุข

สวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของกลุ่มแกนนำ กปปส. เปิดเผยว่า หลังจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้เปิดช่องให้มีข้อยกเว้นสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองย้อนหลังตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ฝ่ายทนายจึงเห็นว่าคดีของลูกความอาจเข้าข่ายตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลพิจารณาจำหน่ายคดีออกจากสารบบหรือยุติการพิจารณา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะศาลยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และสถานะของคดีในแต่ละชั้นอย่างละเอียด

สำหรับคดีนี้ พนักงานอัยการได้ยื่นฎีกาแล้ว ทำให้อำนาจในการพิจารณาขั้นต่อไปตกอยู่กับศาลฎีกา ศาลอาญาจึงต้องส่งสำนวนและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา โดยยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งเมื่อใด

จำเลยหลายคนยื่นฎีกา และอาจมีผลครอบคลุมทั้งคดี

ทนายความระบุว่า การยื่นฎีกาในคดีนี้ไม่ได้มีเพียงนายสุเทพคนเดียว แต่จำเลยอีกหลายรายได้ดำเนินการยื่นฎีกาไปแล้วเช่นกัน ขณะนี้เหลือจำเลยประมาณ 6-7 คนที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ตามหลักนิติวิธี หากศาลเห็นว่าประเด็นที่พิจารณาเป็นเหตุแห่งลักษณะคดีเดียวกัน ก็อาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ครอบคลุมไปถึงจำเลยซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและข้อเท็จจริงในสำนวน

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลของคำสั่งศาลฎีกาอาจส่งผลต่อสถานะของจำเลยหลายรายพร้อมกัน โดยเฉพาะเมื่อคดีมีรายละเอียดจำนวนมากและเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต การอ่านข่าวควรพิจารณาจากคำสั่งศาลและข้อมูลจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปผลล่วงหน้าจากกระแสในสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว

คดีอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากศาลฎีกา

สำหรับการนัดฟังคำสั่งครั้งต่อไป ยังไม่สามารถระบุวันเวลาได้แน่นอน เนื่องจากต้องรอให้ศาลฎีกามีคำสั่งลงมาก่อน โดยศาลจะแจ้งผลไปยังทนายความของจำเลยทั้ง 39 คนโดยตรง เมื่อมีความคืบหน้า ฝ่ายกฎหมายและผู้เกี่ยวข้องจึงจะสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้

ก่อนหน้านี้ คดีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เคยผ่านการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีคำพิพากษายกฟ้องในข้อหากบฏและก่อการร้าย พร้อมทั้งมีการลดโทษจำคุกแกนนำบางราย แต่ไม่ได้รอลงอาญา ทำให้คดียังคงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลฎีกาจนถึงปัจจุบัน

มุมมองต่อคดี: ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งนิรโทษกรรม 39 แกนนำ กปปส. สะท้อนให้เห็นว่าคดีการเมืองที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากอาจใช้เวลาพิจารณาหลายขั้นตอน และต้องอาศัยความชัดเจนจากศาลในแต่ละระดับ การติดตามข่าวจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ควรรอคำสั่งอย่างเป็นทางการจากศาลฎีกา ก่อนประเมินว่าคดีจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

ที่มา – ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งนิรโทษกรรม 39 แกนนำ กปปส. คดีชัตดาวน์กรุงเทพฯ รอศาลฎีกาชี้ขาดหลังทนายยื่นคำร้องตาม พ.ร.บ.สันติสุขฯ ขอยุติคดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *