วิเคราะห์สูตรจัดตั้งแนวร่วมสภา กทม. ชุดใหม่ ไร้พรรคครองเสียงข้างมากเด็ดขาด เปิด 5 ฉากทัศน์ชิงเก้าอี้ประธานสภา
เชื่อว่าในตอนนี้หลายคนคงจับตามองผลการเลือกตั้ง ส.ก. ที่เพิ่งผ่านพ้นไปกันอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจมาก เมื่อไม่มีพรรคไหนได้รับเสียงส่วนใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งของสภา ทำให้การเมืองในเมืองหลวงของเราก้าวเข้าสู่ยุคของการเจรจาต่อรองอย่างแท้จริง วันนี้เราจะมาเจาะลึก วิเคราะห์สูตรจัดตั้งแนวร่วมสภา กทม. ชุดใหม่ ไร้พรรคครองเสียงข้างมากเด็ดขาด เปิด 5 ฉากทัศน์ชิงเก้าอี้ประธานสภา กันครับว่าทิศทางของกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร
วิเคราะห์สูตรจัดตั้งแนวร่วมสภา กทม. ชุดใหม่ ไร้พรรคครองเสียงข้างมากเด็ดขาด เปิด 5 ฉากทัศน์ชิงเก้าอี้ประธานสภา
สำหรับกติกาก็คือหากต้องการครองที่นั่งประธานสภา กทม. จำเป็นต้องรวบรวมเสียงให้ได้ 26 เสียงขึ้นไป ซึ่งจากตัวเลขของผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เราสามารถมองเห็นสมการความเป็นไปได้ถึง 5 แบบ ดังนี้ครับ:
- สมการที่ 1: เสถียรภาพสูงสุด (33 เสียง) เกิดจากการจับมือของพรรคประชาชนและกลุ่มคนทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นขั้วที่แข็งแกร่งที่สุดในสภาขณะนี้
- สมการที่ 2: แนวร่วมข้ามขั้ว (30 เสียง) เป็นการผสมผสานระหว่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะไปคิดว่าความร่วมมือระดับท้องถิ่นจะเกิดขึ้นได้จริงแบบนี้
- สมการที่ 3: เสียงปริ่มน้ำ (26 เสียง) การรวมกันของพรรคประชาชนและเพื่อไทย แม้ตัวเลขจะผ่านเกณฑ์แต่ก็มีความเสี่ยงสูงหากเกิดเหตุการณ์โหวตสวนมติ
- สมการที่ 4: การรวมกลุ่มพันธมิตรย่อย (27 เสียง) พรรคหลักต้องดึงกลุ่ม Better Bangkok และผู้สมัครอิสระเข้ามาร่วม เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
- สมการที่ 5: แนวร่วมทุกฝ่ายยกเว้นพรรคประชาชน (28 เสียง) ฉากทัศน์นี้อาจจะซับซ้อนและมีโอกาสเห็นการดีลตัวบุคคล หรือ ‘งูเห่า’ เพื่อพลิกเกมทางการเมืองได้
จากตัวเลขเหล่านี้ ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่ากลุ่มตัวแปรอย่างส.ก. อิสระ หรือกลุ่มพรรคขนาดเล็ก กลายเป็น Kingmaker ที่มีอำนาจต่อรองสูงมากในการกำหนดทิศทางเมืองหลวง หากการ วิเคราะห์สูตรจัดตั้งแนวร่วมสภา กทม. ชุดใหม่ ไร้พรรคครองเสียงข้างมากเด็ดขาด เปิด 5 ฉากทัศน์ชิงเก้าอี้ประธานสภา ของเราถูกต้อง เราอาจจะได้เห็นการบริหารงานแบบใหม่ที่ต้องใช้ความประนีประนอมสูงขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ โดยรวม
มุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
จากใจผมเลยนะครับ สถานการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าการบริหารงานจะสะดุดลง แต่มันแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น ส.ก. ทุกท่านต้องแสดงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากกว่าการยึดถือเพียงมติพรรค ผมมองว่าเทรนด์การเมือง กทม. ในอนาคตจะเน้นไปที่การทำงานร่วมกันแบบข้ามขั้วมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคา เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ และปัญหาการจราจร
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครจะได้ดำรงตำแหน่งประธานสภา สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนครับ สำหรับใครที่ติดตามข่าวการเมืองอย่างต่อเนื่อง ผมแนะนำให้จับตาดูการโหวตเลือกประธานสภาในขั้นตอนถัดไปให้ดี เพราะนี่คือเครื่องพิสูจน์บทแรกของสภาชุดนี้เลยครับ
