รีพับลิกันเร่งเพิ่มอำนาจทรัมป์คุม FCC ก่อนเสียเสียงวุฒิสภา
การเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตา หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอม และเตรียมส่งมอบการควบคุมทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรให้พรรคเดโมแครตในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ก่อนหมดอำนาจ พรรครีพับลิกันกำลังเร่งผลักดันการแต่งตั้งบุคคลสำคัญ เพื่อเพิ่มอิทธิพลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เหนือคณะกรรมการกลางกำกับดูแลการสื่อสาร หรือ FCC
ประเด็นสำคัญคือการเสนอชื่อ Danielle Thumann Severs ผู้ช่วยของ Brendan Carr ประธาน FCC ให้เข้ารับตำแหน่งกรรมาธิการคนใหม่ โดยวุฒิสมาชิกเท็ด ครูซ จากรัฐเท็กซัส เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการวุฒิสภาด้านพาณิชย์ วิทยาศาสตร์ และการขนส่ง จะจัดการไต่สวนผู้ได้รับการเสนอชื่อในวันที่ 10 พฤศจิกายน หากคณะกรรมาธิการเห็นชอบ การเสนอชื่ออาจถูกส่งเข้าสู่การลงมติรับรองโดยวุฒิสภาเต็มคณะ ก่อนที่พรรครีพับลิกันจะสูญเสียเสียงข้างมากในเดือนมกราคม
รีพับลิกันเร่งเพิ่มอำนาจทรัมป์คุม FCC ก่อนเสียเสียงวุฒิสภา
หากวุฒิสภารับรอง Thumann Severs ได้สำเร็จ สัดส่วนกรรมาธิการของ FCC จะเปลี่ยนจากรีพับลิกัน 2 คนต่อเดโมแครต 1 คน เป็นรีพับลิกัน 3 คนต่อเดโมแครต 1 คน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเปิดทางให้ฝ่ายบริหารของทรัมป์มีอำนาจมากขึ้นในการกำหนดทิศทางนโยบายสื่อ โทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต และการจัดสรรคลื่นความถี่
ปัจจุบัน FCC มีกรรมาธิการเพียง 3 คน ซึ่งเป็นจำนวนขั้นต่ำสำหรับการประชุมที่มีองค์ประชุม หนึ่งในนั้นคือ Anna Gomez กรรมาธิการจากพรรคเดโมแครต แม้วาระของเธอจะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้เธอทำหน้าที่ต่อได้จนถึงสิ้นปี 2027 ภายใต้บทบัญญัติที่อนุญาตให้กรรมาธิการรักษาการต่อไปจนกว่าจะมีผู้สืบตำแหน่งเข้ารับหน้าที่
รีพับลิกันเร่งเพิ่มอำนาจทรัมป์คุม FCC และข้อถกเถียงทางกฎหมาย
วุฒิสมาชิก Ron Wyden แสดงความกังวลว่า ประธานาธิบดีอาจพยายามปลด Gomez หลังจาก Thumann Severs ได้รับการรับรอง เพื่อทำให้ FCC กลายเป็นคณะกรรมการที่มีสมาชิกรีพับลิกันทั้งหมด 3 คนต่อ 0 คน Wyden ระบุว่า Communications Act มีเจตนารักษาสมดุลทางการเมืองภายใน FCC แม้คณะกรรมการจะมีสมาชิกไม่ครบ 5 คนก็ตาม
ตามกฎหมาย FCC สามารถมีกรรมาธิการได้สูงสุด 5 คน และสมาชิกจากพรรคการเมืองเดียวกันต้องมีจำนวนไม่เกิน 3 คน หลักการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้การกำกับดูแลสื่อและโทรคมนาคมถูกควบคุมโดยฝ่ายการเมืองเพียงฝ่ายเดียว หากเกิด FCC แบบ 3-0 จริง การตัดสินใจหลายประเภทอาจถูกท้าทายทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการต่ออายุใบอนุญาต การรับรองอุปกรณ์ การโอนคลื่นความถี่ หรือคำสั่งด้านการกำกับดูแลอื่น ๆ
ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการสื่อสาร ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญต้นทุนทางกฎหมายที่สูงขึ้น และอาจชะลอการลงทุนจนกว่าจะทราบว่าคำสั่งของ FCC มีผลบังคับใช้อย่างมั่นคงหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังอาจได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการอนุมัติเทคโนโลยีใหม่ การประมูลคลื่นความถี่ และการกำหนดกติกาสำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม
บทบาทของ FCC ภายใต้รัฐบาลทรัมป์
ในช่วงรัฐบาลทรัมป์ FCC ถูกจับตามองจากการตัดสินใจหลายเรื่องที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียง Brendan Carr เคยกล่าวต่อวุฒิสภาว่า FCC ไม่ใช่หน่วยงานอิสระ ขณะที่เว็บไซต์ของหน่วยงานก็มีการแก้ไขข้อความพันธกิจ โดยนำคำว่า “อิสระ” ออก การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดคำถามว่า FCC ยังคงทำหน้าที่อย่างเป็นกลางจากฝ่ายบริหารได้มากน้อยเพียงใด
Carr ยังเคยข่มขู่สถานีโทรทัศน์หลายครั้ง โดยเฉพาะสถานีที่นำเสนอเนื้อหาขัดแย้งกับประธานาธิบดี ล่าสุดเขาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการลงโทษผู้แพร่ภาพผลสำรวจที่ถูกมองว่าเป็น “ผลสำรวจปลอม” หรือผลสำรวจที่ทำให้เกิดการกดทับทางการเมือง นักวิจารณ์มองว่าการใช้มาตรการกำกับดูแลในลักษณะนี้อาจทำให้สื่อระมัดระวังตัวมากเกินไป และส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
FCC ยังขู่ว่าจะดำเนินการด้านกฎระเบียบต่อ ABC หลัง Jimmy Kimmel แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุลอบสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยม Charlie Kirk ต่อมา ABC ระงับรายการของ Kimmel ชั่วคราว แม้เขาจะกลับมาทำงานได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นสถานีก็ถูกตรวจสอบใบอนุญาตก่อนกำหนดและถูกสอบสวนเกี่ยวกับกฎการให้เวลาออกอากาศอย่างเท่าเทียม
- การต่ออายุใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์อาจถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น
- ผู้แพร่ภาพอาจลดการนำเสนอประเด็นการเมืองที่มีความเสี่ยง
- กฎการให้เวลาออกอากาศอย่างเท่าเทียมอาจถูกตีความอย่างเข้มงวด
- ผู้ประกอบการสื่ออาจต้องเตรียมรับความไม่แน่นอนทางกฎหมาย
ผลกระทบต่อสื่อและการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรทัศน์
อีกประเด็นที่สำคัญคือการยกเลิกเพดานการถือครองสถานีโทรทัศน์ ซึ่งเดิมจำกัดไม่ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งเข้าถึงครัวเรือนอเมริกันเกิน 39 เปอร์เซ็นต์ผ่านการเป็นเจ้าของสถานี การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้บริษัทขนาดใหญ่ขยายอำนาจในตลาดได้มากขึ้น และเพิ่มการรวมศูนย์ของสื่อในมือผู้เล่นรายใหญ่
Anna Gomez คัดค้านการยกเลิกกฎดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย เพราะข้อจำกัดนี้เกิดจากกฎหมายของรัฐบาลกลาง และควรเป็นหน้าที่ของสภาคองเกรสในการแก้ไข ไม่ใช่การตัดสินใจของ FCC เพียงฝ่ายเดียว ข้อถกเถียงนี้สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือขอบเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลกับอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ
โดยสรุป ความพยายามของรีพับลิกันเร่งเพิ่มอำนาจทรัมป์คุม FCC ก่อนเสียเสียงวุฒิสภา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการแต่งตั้งกรรมาธิการคนใหม่ แต่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเสรีภาพสื่อ ความเป็นอิสระของหน่วยงานรัฐ และกติกาการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หากการแต่งตั้งเกิดขึ้นจริง ฝ่ายเดโมแครตและกลุ่มภาคประชาชนอาจเดินหน้าท้าทายทั้งในสภาและศาล ประชาชนจึงควรติดตามว่า FCC จะรักษาสมดุลและความโปร่งใสได้อย่างไร เพราะการตัดสินใจในวันนี้อาจกำหนดทิศทางสื่ออเมริกันไปอีกหลายปี
ที่มา – Republicans Race to Give Trump More Power Over the FCC Before Losing the Senate
