รายงานใหม่เผยว่ารายการทีวีกำลังหายไปอย่างไรและทำไม

รายงานใหม่เผยว่ารายการทีวีกำลังหายไปอย่างไรและทำไม กลายเป็นคำถามสำคัญของวงการบันเทิงในยุคที่ผู้ชมย้ายจากโทรทัศน์แบบเดิมไปสู่บริการสตรีมมิง รายงานความยาว 32 หน้าจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Luminate ได้รวบรวมตัวเลขการต่ออายุและยกเลิกรายการจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง สถานีโทรทัศน์ และเคเบิลทีวีในช่วงปี 2022 ถึง 2025 ผลลัพธ์สะท้อนภาพอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้แฟนซีรีส์ต้องทำใจกับรายการโปรดที่จบลงเร็วกว่าคาด

หลายคนมองว่า Netflix เป็นแพลตฟอร์มที่ยกเลิกรายการง่ายที่สุด แต่ข้อมูลของ Luminate ให้ภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น ในช่วงเวลาที่ศึกษา Netflix ต่ออายุรายการทั้งแบบมีบทและไม่มีบทเกือบครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในบางปี ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงหรือสูงกว่าคู่แข่งอย่าง Prime Video และ Paramount+ ด้วยซ้ำ เช่น ในปี 2023 Netflix มีอัตราต่ออายุ 57 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ Paramount อยู่ที่ 38 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในปี 2024 Prime Video ทำได้ 62 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ Netflix ที่ 49 เปอร์เซ็นต์

รายงานใหม่เผยว่ารายการทีวีกำลังหายไปอย่างไรและทำไม

อย่างไรก็ตาม การดูเฉพาะตัวเลขการยกเลิกอาจทำให้เข้าใจสถานการณ์ไม่ครบถ้วน เพราะบางรายการไม่ได้ถูกประกาศยกเลิกอย่างเป็นทางการ แต่ถูกปล่อยให้จบลงโดยไม่มีการสร้างซีซันใหม่ Luminate ระบุว่า หากไม่นับซีรีส์ที่วางแผนจบเอาไว้แล้ว ประมาณ 41 เปอร์เซ็นต์ของรายการ Netflix ในสหรัฐฯ ที่ออกฉายในปี 2025 ไม่ได้รับการต่ออายุ ขณะที่รายการที่ถูกยกเลิกอย่างชัดเจนมีสัดส่วน 11 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ความแตกต่างระหว่างคำว่า “ยกเลิก” กับ “ไม่ต่ออายุ” จึงมีความสำคัญต่อผู้ชม รายการบางเรื่องอาจไม่มีข่าวประกาศใหญ่โต แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้กลับมาอีก การตัดสินใจลักษณะนี้ทำให้แฟน ๆ คาดเดาอนาคตของซีรีส์ได้ยาก และทำให้จำนวนรายการที่หายไปจากหน้าจออาจมากกว่าตัวเลขการยกเลิกที่เห็นตามข่าว

รายงานใหม่เผยว่ารายการทีวีกำลังหายไปอย่างไรและทำไมในยุคสตรีมมิง

ปัญหาหลักไม่ได้เกิดกับ Netflix เพียงรายเดียว แต่เป็นภาพรวมของตลาดสตรีมมิง โดยเฉพาะรายการหน้าใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว ข้อมูลตลอดสี่ปีพบว่า ซีรีส์แบบมีบทบนสตรีมมิงมีโอกาสกลับมาในซีซันที่สองประมาณ 48 ถึง 55 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นั่นหมายความว่าผู้ชมมีโอกาสเกือบครึ่งหนึ่งที่จะไม่ได้เห็นเรื่องราวที่ติดตามต่อ แม้ซีรีส์จะได้รับความสนใจในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

หนึ่งในตัวชี้วัดที่แพลตฟอร์มให้ความสำคัญคืออัตราการรักษาผู้ชม หรือ retention ซึ่งแสดงว่าผู้ชมยังคงติดตามรายการต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด ตัวอย่างเช่น Wonder Man มีอัตราการรักษาผู้ชม 52 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นจำนวนผู้ชมโดยประมาณ 6.5 ล้านครั้ง ตัวเลขนี้อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายการที่ถูกยกเลิกหลายเรื่อง และมักเชื่อกันว่ารายการที่รักษาผู้ชมได้ตั้งแต่ 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปจะมีโอกาสได้รับการต่ออายุ

แต่กรณีของ Wonder Man แสดงให้เห็นว่าเกณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่กฎตายตัว หากต้นทุนการผลิตสูง จำนวนผู้ชมใหม่ไม่เพิ่มขึ้น หรือแพลตฟอร์มเปลี่ยนกลยุทธ์ รายการที่ดูมีผลงานดีอาจยังไม่ผ่านการอนุมัติสำหรับซีซันถัดไป ขณะเดียวกัน The Last Frontier ของ Apple TV มีอัตราการรักษาผู้ชมเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันเพื่อรักษาความสนใจของผู้ชมในปัจจุบันรุนแรงมาก

แอนิเมชันก็ได้รับผลกระทบจากการลดงบประมาณ

สถานการณ์ของแอนิเมชันสำหรับผู้ใหญ่ไม่ได้ดีไปกว่าซีรีส์คนแสดง รายงานพบว่าจำนวนแอนิเมชันสำหรับผู้ใหญ่ที่เปิดตัวและได้รับการต่ออายุลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2025 บริษัทต่าง ๆ กำลังทบทวนการลงทุน โดยพิจารณาจากจำนวนผู้ชม ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการดึงสมาชิกใหม่เข้ามาในระบบ

แอนิเมชันสำหรับเด็กก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน ทั้งสตรีมมิงและเคเบิลทีวีมีอัตราการต่ออายุลดลงจนอยู่ใกล้หรือต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 แม้เนื้อหาสำหรับเด็กจะยังมีฐานผู้ชมค่อนข้างมั่นคงบนเคเบิล แต่การลดงบประมาณและการเปลี่ยนลำดับความสำคัญของบริษัทส่งผลโดยตรงต่อจำนวนรายการใหม่ เด็กและครอบครัวอาจยังเป็นกลุ่มผู้ชมสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกรายการจะได้รับโอกาสสร้างต่อ

เคเบิลทีวีและสตรีมมิงกำลังเผชิญแรงกดดัน

Luminate เปรียบเทียบว่าโทรทัศน์ระบบออกอากาศยังมีแนวโน้มต่ออายุรายการมากกว่า เพราะการตัดสินใจด้านผังรายการตรงไปตรงมา และข้อมูลผู้ชมทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า ในทางกลับกัน เคเบิลทีวีกำลังเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างหนัก บริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น NBC และ Disney ลดการลงทุนและเข้มงวดกับการต่ออายุรายการมากขึ้น

ตัวเลขของ Disney ลดลงเล็กน้อยจาก 33 เปอร์เซ็นต์ในปี 2024 เหลือ 31 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 ขณะที่ AMC ลดลงชัดเจนจาก 57 เปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน การลดลงนี้สะท้อนว่าช่องเคเบิลกำลังสูญเสียพื้นที่และความสำคัญในระบบนิเวศโทรทัศน์ แม้บางรายการอย่าง Lanterns และ Reacher จะยังได้รับความสนใจจากผู้ชมก็ตาม

ปัญหาเศรษฐกิจของฮอลลีวูดเป็นอีกปัจจัยสำคัญ สตูดิโอต้องควบคุมต้นทุนให้มากขึ้น ขณะที่การแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มทำให้การสร้างรายการหนึ่งเรื่องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อย ๆ การนัดหยุดงานในอุตสาหกรรม ความไม่แน่นอนของโฆษณา และจำนวนสมาชิกที่เติบโตช้าลง ล้วนทำให้ผู้บริหารเลือกตัดรายการที่ไม่สร้างผลตอบแทนได้เร็วพอ

สำหรับแนวโน้มในปี 2026 Luminate มองว่าไม่น่าสนับสนุนข้อมูลจากช่วงครึ่งแรกของปี แม้ตัวเลขยังไม่ครบถ้วน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่อัตราการต่ออายุบนสตรีมมิงจะลดลงต่อไปจนถึงสิ้นปี ส่วนเคเบิลทีวียังมีแนวโน้มอยู่ในภาวะวิกฤต ผู้ชมจึงอาจต้องเตรียมตัวพบกับซีรีส์ที่ถูกยกเลิกเร็วขึ้น ซีซันที่สั้นลง และเรื่องราวที่จบแบบไม่สมบูรณ์

โดยสรุป รายงานใหม่เผยว่ารายการทีวีกำลังหายไปอย่างไรและทำไม ว่าการตัดสินใจของแพลตฟอร์มไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของรายการเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงต้นทุน อัตราการรับชม การรักษาสมาชิก และทิศทางธุรกิจของบริษัทด้วย สำหรับผู้ชม วิธีรับมือที่ดีที่สุดคือสนับสนุนรายการที่ชื่นชอบอย่างต่อเนื่อง รับชมผ่านช่องทางถูกลิขสิทธิ์ และติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพราะในยุคนี้เสียงตอบรับของผู้ชมอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ซีรีส์มีโอกาสได้ไปต่อ

ที่มา – New Report Reveals How and Why TV Shows Are Dying

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *