มัสก์ยอมรับเสียใจกับยุค DOGE
อีลอน มัสก์ ออกมาเปิดใจถึงช่วงเวลาที่เขาเข้ามามีบทบาทในกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล หรือ DOGE ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยอมรับว่าการทำงานในโครงการดังกล่าวอาจยืดเยื้อนานเกินไป และเขาเองก็อาจมีส่วนร่วมมากกว่าที่ควรจะเป็น คำพูดครั้งนี้ทำให้ประเด็น มัสก์ยอมรับเสียใจกับยุค DOGE กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงภาพลักษณ์มั่นใจและสนับสนุนแนวทางลดขนาดรัฐบาลอย่างเต็มที่
บทสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นในพอดแคสต์ Builders ซึ่งจัดโดยวอลเตอร์ ไอแซกสัน นักเขียนชีวประวัติชื่อดังที่เคยติดตามชีวิตและการทำงานของมัสก์อย่างใกล้ชิด ไอแซกสันถามมัสก์ตรง ๆ ว่า เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว การทำงานกับ DOGE เป็นสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิหรือเป็นความผิดพลาดหรือไม่ มัสก์ตอบว่าเขาคิดว่าตัวเองปล่อยให้ภารกิจดำเนินต่อไปนานเกินไป
มัสก์ยอมรับเสียใจกับยุค DOGE
มัสก์อธิบายว่า เหตุผลหลักที่เขาสนับสนุนทรัมป์มาจากความหวังว่าจะเห็นรัฐบาลเคลื่อนตัวไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีมากขึ้น รวมถึงลดขั้นตอนราชการและระบบอุปสรรคที่ไม่จำเป็น เขามองว่าการลดความซับซ้อนของภาครัฐอาจช่วยให้ประเทศทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เข้าไปอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจ เขาก็เริ่มมองเห็นอีกด้านของบทบาทนี้ มัสก์กล่าวว่า สิ่งที่เขาควรทำคืออยู่เบื้องหลังมากกว่านี้ ไม่ใช่ปรากฏตัวต่อสาธารณะอย่างโดดเด่นหรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับทุกประเด็น การอยู่ในห้องทำงานรูปไข่และได้เห็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของประเทศอาจเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่ก็อาจทำให้เขาเพลิดเพลินกับอำนาจและความสนใจมากเกินไป
มัสก์ยอมรับเสียใจกับยุค DOGE และบทเรียนจากอำนาจ
เมื่อไอแซกสันถามว่าการได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับประธานาธิบดีเป็นเรื่องเย้ายวนใจหรือไม่ มัสก์ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นในระดับหนึ่ง เขาบอกว่าการได้อยู่ในห้องเดียวกับผู้นำประเทศในช่วงเวลาที่มีการตัดสินใจครั้งใหญ่เป็นเรื่องที่รู้สึกดี และบางครั้งเขาก็สามารถสร้างอิทธิพลต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้
แต่มัสก์ก็เสริมว่า หากย้อนเวลาได้ เขาน่าจะจำกัดระยะเวลาการทำงานใน DOGE ให้เหลือเพียงหนึ่งหรือสองเดือน เพราะหลังจากช่วงเวลานั้น เขารู้สึกว่าได้เห็นภาพรวมของสิ่งที่ต้องเห็นไปเกือบทั้งหมดแล้ว มุมมองนี้สะท้อนว่าเขาเริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างการสนับสนุนนโยบายกับการเข้าไปเป็นผู้เล่นหลักในระบบการเมือง
DOGE ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2025 และมัสก์ถอนตัวจากบทบาทดังกล่าวในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ต่อมาหน่วยงานนี้ถูกยุบอย่างเป็นทางการ โดยฝ่าย DOGE เคยประเมินว่าสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลได้ประมาณ 215,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านการตัดงบประมาณและลดรายจ่ายหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นประเด็นถกเถียง เพราะการเลิกจ้างพนักงาน การเปลี่ยนแปลงสวัสดิการ การสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน และค่าใช้จ่ายในการรับคนกลับเข้าทำงาน ล้วนสร้างต้นทุนเพิ่มเติมให้กับผู้เสียภาษี มีรายงานว่าสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพียงปีเดียว
ประเด็นที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือผลกระทบต่อหน่วยงานช่วยเหลือและโครงการสาธารณะ นักวิจัยบางกลุ่มเตือนว่าการลดงบประมาณของ USAID อาจส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน นักวิชาการจากวารสารทางการแพทย์ก็ประเมินว่าการตัดงบประมาณบางประเภทอาจนำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมากในระยะยาว
แม้มัสก์จะมองว่าการลดขนาดรัฐบาลเป็นเรื่องจำเป็น แต่คำวิจารณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การวัดประสิทธิภาพไม่ควรดูเพียงจำนวนเงินที่ประหยัดได้เท่านั้น รัฐบาลยังต้องพิจารณาผลกระทบต่อประชาชน คุณภาพบริการ และต้นทุนแฝงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง การลดรายจ่ายที่ดูดีบนกระดาษอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากไม่ได้ประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน
ไอแซกสันเปรียบเทียบว่ามัสก์ดูเหมือนจะเมามายกับบทบาทดังกล่าว โดยเฉพาะภาพจำเกี่ยวกับเลื่อยไฟฟ้าและการประกาศตัดงบประมาณอย่างดุดัน มัสก์ไม่ได้ปฏิเสธคำพูดนี้ เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาอาจปล่อยตัวไปกับสถานการณ์มากเกินไป คำยอมรับสั้น ๆ นี้จึงกลายเป็นใจความสำคัญของข่าว และทำให้เรื่อง มัสก์ยอมรับเสียใจกับยุค DOGE ถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้ง
- บทเรียนเรื่องระยะเวลา: มัสก์มองว่าการทำงานใน DOGE ควรสั้นกว่านี้ และหนึ่งหรือสองเดือนอาจเพียงพอสำหรับการทำความเข้าใจปัญหา
- บทเรียนเรื่องภาพลักษณ์: การอยู่แถวหน้ามากเกินไปอาจทำให้ผู้นำโครงการถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมือง
- บทเรียนเรื่องผลกระทบ: การประหยัดงบประมาณจำเป็นต้องประเมินทั้งประโยชน์ระยะสั้นและต้นทุนที่ประชาชนอาจต้องแบกรับในอนาคต
- บทเรียนเรื่องอำนาจ: การได้อยู่ใกล้ผู้มีอำนาจสามารถสร้างแรงดึงดูดและทำให้การตัดสินใจขาดความระมัดระวังได้
เรื่องนี้จึงไม่ได้มีเพียงคำขอโทษหรือการยอมรับความผิดพลาดของบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนคำถามสำคัญเกี่ยวกับการนำผู้บริหารจากภาคธุรกิจเข้ามาจัดการภาครัฐ ผู้บริหารบริษัทอาจคุ้นเคยกับการตัดสินใจที่รวดเร็วและการตั้งเป้าหมายด้านต้นทุน แต่รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อชีวิต ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลขผลกำไรหรือยอดประหยัดเพียงอย่างเดียว
โดยส่วนตัวแล้ว การที่มัสก์ออกมายอมรับว่าเขาอาจหลุดไปกับบทบาทของ DOGE ถือเป็นสัญญาณที่ควรจับตามอง แม้คำพูดนี้จะไม่ได้ลบผลกระทบที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ก็ช่วยเปิดพื้นที่ให้สังคมตั้งคำถามว่า การปฏิรูปรัฐบาลควรเดินหน้าอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บทเรียนจากยุค DOGE อาจเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความกล้าในการตัดสินใจต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ควรรับฟังเสียงของประชาชนควบคู่ไปกับการลดค่าใช้จ่าย
หากมองในภาพรวม เหตุการณ์นี้อาจช่วยให้ผู้นำและผู้กำหนดนโยบายคนอื่นเรียนรู้ว่า การอยู่เบื้องหลังบางครั้งมีประโยชน์มากกว่าการเป็นจุดสนใจ การทำงานระยะสั้นอย่างมีเป้าหมายอาจสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการยืดภารกิจออกไป และการยอมรับความผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมาอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงที่จริงจัง
ที่มา – ‘I Got Carried Away Basically’: Musk Expresses Some Regrets About His DOGE Era
