ผู้ว่าฯ กทม. แจงดราม่าไร้ฝ่ายบริหารในสภาฯ ย้ำให้ความสำคัญสูงสุด ระบุไม่ได้เป็นองค์ประชุม-พร้อมแจงเป็นลายลักษณ์อักษร
เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงการเมืองท้องถิ่นกันมาบ้าง โดยเฉพาะประเด็นที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับกรณีที่ฝ่ายบริหารของกรุงเทพมหานครถูกวิจารณ์เรื่องการไม่เข้าประชุมสภาฯ จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้ผมจะมาสรุปประเด็น ผู้ว่าฯ กทม. แจงดราม่าไร้ฝ่ายบริหารในสภาฯ ย้ำให้ความสำคัญสูงสุด ระบุไม่ได้เป็นองค์ประชุม-พร้อมแจงเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ทุกคนได้เข้าใจภาพรวมกันแบบชัดๆ ครับ
ผู้ว่าฯ กทม. แจงดราม่าไร้ฝ่ายบริหารในสภาฯ ย้ำให้ความสำคัญสูงสุด ระบุไม่ได้เป็นองค์ประชุม-พร้อมแจงเป็นลายลักษณ์อักษร
เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มี ส.ก. บางท่านหยิบยกประเด็นการขาดประชุมของฝ่ายบริหารมาท้วงติงกลางที่ประชุมสภาฯ ทำให้บรรยากาศดูจะตึงเครียดขึ้นมาทันที จนกระทั่งทางคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ต้องออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนครับ
จากการชี้แจงพบว่า ในวันดังกล่าว ผู้ว่าฯ และทีมคณะผู้บริหารได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา 10.00 น. และกลับเข้ามาต่อในช่วงบ่าย 13.10 น. เพื่อตอบกระทู้และญัตติอย่างเต็มที่ตามหน้าที่รับผิดชอบ จนกระทั่งในช่วงบ่าย 15.00 น. ที่ประชุมมีการเปลี่ยนลำดับวาระการประชุมไปพิจารณาเรื่องข้อบังคับภายในของสภาฯ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับฝ่ายบริหาร ทำให้เมื่อมีการอภิปรายกันยาวนานร่วม 2 ชั่วโมง ทีมงานส่วนใหญ่ที่มีภารกิจรัดตัวจึงต้องทยอยออกไปปฏิบัติหน้าที่อื่นต่อ
มุมมองข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการตีความระเบียบสภาฯ ครับ โดยทางผู้ว่าฯ ได้เน้นย้ำไว้ดังนี้:
- ฝ่ายบริหารไม่ได้เป็น “องค์ประชุม” ของสภาฯ โดยตรง
- หน้าที่หลักคือการตอบกระทู้ถามและเสนอญัตติที่เกี่ยวข้องกับงาน กทม.
- หากติดภารกิจสำคัญ การประชุมสภาฯ สามารถดำเนินต่อได้ตามปกติ
- ฝ่ายบริหารยินดีชี้แจงทุกประเด็นผ่านเป็นลายลักษณ์อักษรหากไม่สามารถมาตอบด้วยตัวเองได้
ในมุมมองของผม การที่ผู้ว่าฯ ออกมา ผู้ว่าฯ กทม. แจงดราม่าไร้ฝ่ายบริหารในสภาฯ ย้ำให้ความสำคัญสูงสุด ระบุไม่ได้เป็นองค์ประชุม-พร้อมแจงเป็นลายลักษณ์อักษร ตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นเรื่องดีครับ เพราะความโปร่งใสคือสิ่งที่คนกรุงต้องการมากที่สุดในยุคดิจิทัล การสื่อสารที่รวดเร็วและตรงไปตรงมาเช่นนี้ช่วยลดความสับสนและข่าวลือที่ไม่มีมูลได้เป็นอย่างดี
ในเชิงเทรนด์การเมืองยุคใหม่ เราเริ่มเห็นชัดเจนครับว่าการ “สื่อสารเชิงป้องกัน” (Proactive Communication) ผ่านโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก ผู้บริหารยุคใหม่ต้องพร้อมรับมือกับทุกดราม่าด้วยความจริงและข้อมูลที่เป็นหลักฐานชัดเจน และสำหรับประชาชนอย่างเราๆ การติดตามข่าวสารโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายๆ ด้านเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามการทำงานของ กทม. ต่อไปนะครับ เพราะยังมีโปรเจกต์ดีๆ อีกมากที่รอการติดตามอยู่
