ผู้กำกับนีล จอร์แดนย้อนรำลึกถึง สัมภาษณ์กับแวมไพร์

ผู้กำกับนีล จอร์แดนย้อนรำลึกถึง สัมภาษณ์กับแวมไพร์ ภาพยนตร์สยองขวัญสุดคลาสสิกจากปี 1994 ที่สร้างจากนวนิยายของแอนน์ ไรซ์ ยังคงเป็นผลงานที่แฟนหนังแวมไพร์พูดถึงอยู่เสมอ แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามทศวรรษ ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นทั้งจากการแสดงของทอม ครูซ แบรด พิตต์ อันโตนิโอ แบนเดอรัส คริสเตียน สเลเตอร์ และเคิร์สเตน ดันสต์ รวมถึงงานสร้างที่หรูหรา มืดมน และมีบรรยากาศแบบโกธิกอย่างเต็มตัว

ล่าสุดภาพยนตร์กำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจากการเปิดตัวเวอร์ชัน 4K UHD ซึ่งช่วยให้ผู้ชมมองเห็นรายละเอียดของฉาก แสง สี เครื่องแต่งกาย และงานออกแบบการถ่ายทำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โอกาสนี้เองทำให้ผู้กำกับนีล จอร์แดนกลับมาพูดถึงเบื้องหลังการสร้างหนัง ความทรงจำในการทำงานกับนักแสดง และเหตุผลที่เรื่องราวของหลุยส์กับเลสแตทยังคงมีพลังมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้กำกับนีล จอร์แดนย้อนรำลึกถึง สัมภาษณ์กับแวมไพร์

นีล จอร์แดนมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นโอกาสพิเศษในการเล่าเรื่องแวมไพร์ให้มีขนาดใหญ่และจริงจังกว่าหนังแนวเดียวกันในยุคนั้น ก่อนหน้านี้ภาพยนตร์แวมไพร์จำนวนมากมักมีโทนเสียดสีหรือเน้นความสยองแบบตรงไปตรงมา แต่เขาต้องการสร้างเรื่องราวที่มีทั้งความโรแมนติก ความเศร้า ความปรารถนา และความขัดแย้งภายในใจของตัวละคร

เรื่องราวเดินทางผ่านช่วงเวลาหลายร้อยปี ตั้งแต่นิวออร์ลีนส์ในศตวรรษที่ 18 ไปจนถึงปารีสและนิวออร์ลีนส์ในยุค 1920 ความเปลี่ยนแปลงของสถานที่และยุคสมัยทำให้หนังมีบรรยากาศเหมือนมหากาพย์ย้อนยุค แต่ทุกเหตุการณ์กลับเกิดขึ้นในโลกแห่งราตรีกาล จอร์แดนเปรียบเทียบภาพของหนังว่าเป็นภูมิประเทศแบบโกธิกที่ดูคล้ายสุสานขนาดใหญ่ ซึ่งค่อย ๆ เปิดเผยเรื่องราวและความลับออกมาอย่างช้า ๆ

ผู้กำกับนีล จอร์แดนย้อนรำลึกถึง สัมภาษณ์กับแวมไพร์ และความหมายของครอบครัว

สำหรับจอร์แดน ความสัมพันธ์ระหว่างหลุยส์กับเลสแตทไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแวมไพร์สองตนเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพเปรียบเทียบของครอบครัวประหลาดที่ผูกพันกันด้วยความรัก ความต้องการ และอำนาจ เลือดในเรื่องทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิดทางกายและอารมณ์ ขณะที่การสร้างคลอเดียขึ้นมาเป็นแวมไพร์เด็ก ก็สะท้อนความพยายามของเลสแตทในการรั้งหลุยส์ไม่ให้จากไป

ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้หนังมีความซับซ้อนกว่าภาพยนตร์สยองขวัญทั่วไป ตัวละครต่างต้องการอิสรภาพ แต่ก็กลัวการอยู่เพียงลำพัง หลุยส์รู้สึกผิดกับชีวิตอมตะและการฆ่า ขณะที่เลสแตทต้องการการยอมรับและควบคุมคนรอบตัว ความขัดแย้งระหว่างทั้งคู่จึงขับเคลื่อนเรื่องราวไปพร้อมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนและความสิ้นหวัง

การแสดงของทอม ครูซ แบรด พิตต์ และเคิร์สเตน ดันสต์

ในช่วงที่ทอม ครูซได้รับเลือกให้รับบทเลสแตท มีเสียงคัดค้านจากแฟนหนังสือและแอนน์ ไรซ์เอง เพราะหลายคนจินตนาการว่าเลสแตทควรมีภาพลักษณ์แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม จอร์แดนยืนยันว่าครูซเป็นนักแสดงที่ทุ่มเทกับบทอย่างมาก เมื่อเขาเลือกยอมรับตัวละครแล้ว เขาจะทำให้บทนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง การแสดงของครูซจึงเต็มไปด้วยเสน่ห์ ความเจ้าเล่ห์ และความน่ากลัวที่คาดเดาไม่ได้

แบรด พิตต์ในบทหลุยส์นำเสนอด้านที่อ่อนโยนและครุ่นคิดของแวมไพร์ เขาเป็นตัวละครที่ยังมีความรู้สึกผิดต่อมนุษย์ และไม่สามารถยอมรับความโหดร้ายของชีวิตอมตะได้ง่าย ๆ ความแตกต่างระหว่างหลุยส์กับเลสแตททำให้ทั้งคู่มีแรงดึงดูดต่อกัน แม้ความสัมพันธ์จะเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการทำร้ายจิตใจก็ตาม

ส่วนเคิร์สเตน ดันสต์ในบทคลอเดียคือหนึ่งในการแสดงที่โดดเด่นที่สุดของเรื่อง คลอเดียติดอยู่ในร่างเด็กหญิงตลอดกาล แต่มีความคิดและความต้องการแบบผู้ใหญ่ สถานการณ์นี้สร้างความเศร้าและความน่ากลัวในเวลาเดียวกัน จอร์แดนเล่าว่าเขากังวลเสมอเมื่อต้องเลือกเด็กมารับบทสำคัญ เพราะบทบาทอาจส่งผลต่อชีวิตของนักแสดงในอนาคต แต่เมื่อดันสต์มาทดสอบบท เขาก็เห็นได้ทันทีว่าเธอสามารถเล่นบทนี้ได้ และมีแนวโน้มจะเป็นนักแสดงไปตลอดชีวิต

  • ทอม ครูซ ถ่ายทอดเลสแตทให้มีทั้งเสน่ห์และความอันตราย
  • แบรด พิตต์ทำให้หลุยส์เป็นตัวละครที่มีความเปราะบางและน่าเห็นใจ
  • เคิร์สเตน ดันสต์สร้างคลอเดียให้ทั้งน่ารัก เย็นชา และน่าหวาดหวั่น
  • งานภาพและเครื่องแต่งกายช่วยเน้นความเป็นหนังแวมไพร์โกธิกอย่างชัดเจน

เสน่ห์ของภาพยนตร์แวมไพร์ในแบบนีล จอร์แดน

จอร์แดนสนใจการตีความแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์และความปรารถนา ไม่ใช่เพียงสัตว์ประหลาดที่ออกล่าเหยื่อ แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจากนวนิยายของแอนน์ ไรซ์ ซึ่งนำความโรแมนติกและความเศร้ามาผสมกับความสยองขวัญได้อย่างลงตัว หนังจึงมีฉากที่งดงามและเย้ายวนควบคู่ไปกับภาพการฆ่าและความตาย

แม้ปัจจุบันจะมีซีรีส์ที่ดัดแปลงจากเรื่องเดียวกันและกล้าขยายประเด็นความสัมพันธ์ของตัวละครให้ชัดเจนขึ้น จอร์แดนก็ยอมรับว่าซีรีส์ใช้เสรีภาพกับต้นฉบับมากกว่าภาพยนตร์ของเขา ตอนที่เขาสร้างหนัง เขาตั้งใจสะท้อนนวนิยายของไรซ์ให้ใกล้เคียงที่สุด อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าหนังสือเล่มนี้กลายเป็นเหมือนคัมภีร์ของแฟนแวมไพร์ และผู้สร้างแต่ละยุคก็ควรมีสิทธิ์นำไปตีความในแบบของตัวเอง หากผู้ชมสนุกกับผลงานนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี

การกลับมาในรูปแบบ 4K UHD จึงไม่ใช่เพียงการอัปเกรดคุณภาพภาพและเสียง แต่ยังเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสงานสร้างที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนเทคนิค CGI จะเข้ามามีบทบาทหลัก ฉากเมืองเก่า คฤหาสน์ ห้องใต้ดิน และโรงละครแวมไพร์ล้วนมีรายละเอียดที่ช่วยสร้างโลกของเรื่องให้จับต้องได้

ผู้กำกับนีล จอร์แดนย้อนรำลึกถึง สัมภาษณ์กับแวมไพร์ ได้อย่างน่าสนใจ เพราะคำพูดของเขาทำให้เห็นว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงตำนานแวมไพร์ยุค 1990 แต่เป็นการผสมผสานระหว่างหนังสยองขวัญ หนังย้อนยุค และดราม่าความสัมพันธ์ที่ยังร่วมสมัย แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความรัก ความโดดเดี่ยว และความต้องการหลุดพ้นจากพันธนาการก็ยังเป็นประเด็นที่ผู้ชมเข้าใจได้เสมอ หากคุณเป็นแฟนหนังแวมไพร์หรือชื่นชอบภาพยนตร์ที่มีบรรยากาศเข้มข้น เวอร์ชัน 4K UHD คือโอกาสดีที่จะกลับไปชมผลงานคลาสสิกเรื่องนี้อีกครั้ง

ที่มา – ‘Interview With the Vampire’ Director Neil Jordan Looks Back at His Horror Classic

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *