ปลัด กทม. สั่งเตรียมพร้อมสูงสุด งานพระราชพิธีฯ
กรุงเทพมหานครเดินหน้าเตรียมความพร้อมครั้งใหญ่ เพื่อรองรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–19 ธันวาคม 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการดูแลประชาชนให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย และเข้าร่วมพิธีได้อย่างสมพระเกียรติ
ในการประชุมติดตามความคืบหน้า ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้กำชับผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมงานอย่างละเอียดที่สุด แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า ปลัด กทม. สั่งเตรียมพร้อมสูงสุด ไม่ได้หมายถึงการเตรียมเฉพาะสถานที่เท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภค การจราจร การแพทย์ การรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลกับประชาชน
ปลัด กทม. สั่งเตรียมพร้อมสูงสุด ครอบคลุมทุกพื้นที่
สำหรับพื้นที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในกรุงเทพฯ จะมีทั้งหมด 93 แห่ง แบ่งเป็นซุ้มขนาดกลาง 31 แห่ง และซุ้มทรงดอกบัว 62 แห่ง กรุงเทพมหานครกำหนดให้สำนักงานเขตลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจและจัดทำผังการใช้งานอย่างเป็นระบบ ทั้งการตรวจสอบสภาพพื้นผิว การปรับระดับพื้นที่ ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง ทางเดิน และองค์ประกอบโดยรอบ
การจัดทำ Checklist รายพื้นที่ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นปัญหาล่วงหน้า และสามารถแก้ไขได้ก่อนถึงวันงาน นอกจากนี้ยังมีการวางระบบดูแลซุ้มตั้งแต่ช่วงติดตั้งจนถึงหลังเสร็จสิ้นพิธี เพื่อให้แต่ละพื้นที่มีมาตรฐานเดียวกัน ลดความสับสน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่เดินทางมาร่วมพิธี
เตรียมดอกไม้จันทน์ 3 ล้านดอก พร้อมแบบพิเศษ
กรุงเทพมหานครเตรียมจัดทำดอกไม้จันทน์จำนวน 3 ล้านดอก โดยตั้งเป้าให้การผลิตแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการตรวจสอบคุณภาพ การกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และการจัดเตรียมสำหรับประชาชน นอกจากนั้นยังมีการจัดทำดอกไม้จันทน์ตัวแทนแบบพิเศษของกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขต รวม 51 ช่อ เพื่อเชิญไปถวาย ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง
หลังเสร็จสิ้นพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ทุกพื้นที่จะดำเนินการฌาปนกิจและรวบรวมเถ้าดอกไม้จันทน์ตามขั้นตอน ก่อนนำเข้าสู่พิธีบำเพ็ญกุศลในวันรุ่งขึ้น เวลา 08.30 น. ณ ลานคนเมือง การกำหนดขั้นตอนอย่างละเอียดช่วยให้เจ้าหน้าที่ทุกแห่งทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และทำให้การดำเนินงานหลังพิธีมีความเรียบร้อยมากที่สุด
ตรวจเส้นทางพระราชพิธีและระบบสาธารณูปโภค
ด้านการจัดสถานที่และเส้นทางพระราชพิธี สำนักการโยธาเร่งปรับปรุงผิวจราจร ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง และเส้นทางริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พร้อมตรวจสอบทางเท้า บ่อพัก ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคโดยรอบพระบรมมหาราชวัง จุดที่ได้รับความสำคัญเป็นพิเศษคือการตรวจสอบโพรงใต้ผิวจราจร ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานและการเคลื่อนขบวน
หน่วยงานด้านความมั่นคงจะเข้าร่วมตรวจพื้นที่และประสานงานกับกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันการรื้อถอนหรือแก้ไขงานซ้ำหลายครั้ง การทำงานลักษณะนี้ช่วยลดผลกระทบต่อการจราจร ลดค่าใช้จ่าย และทำให้การเตรียมพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความปลอดภัย การแพทย์ และการอำนวยความสะดวก
- การดูแลความเรียบร้อย: สำนักเทศกิจเตรียมตั้งกองอำนวยการบริเวณสนามหลวงตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมเป็นต้นไป พร้อมจัดกำลังดูแลผู้ค้า การใช้พื้นที่ และบุคคลไร้บ้านตลอด 24 ชั่วโมง
- การแพทย์และสาธารณสุข: กรุงเทพมหานครจะบูรณาการกับกระทรวงสาธารณสุข จัดจุดรถพยาบาล หน่วยปฐมพยาบาล ทีมพยาบาลเดินเท้า และเวชภัณฑ์ เพื่อรองรับประชาชนจำนวนมาก
- การป้องกันสาธารณภัย: จัดเตรียมรถดับเพลิงประจำจุดสำคัญบริเวณท้องสนามหลวง รวมถึงจัดทำแผนเผชิญเหตุสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
- ภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อม: ประดับตกแต่งซุ้ม เส้นทางเสด็จฯ และพื้นที่พระเมรุมาศอย่างเหมาะสม พร้อมเตรียมรถสุขาเคลื่อนที่ 11 คัน ตู้สุขาสำหรับผู้สูงอายุ 15 ตู้ และรถบรรทุกปฏิกูล
อีกส่วนที่น่าสนใจคือการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการสื่อสาร กทม. เตรียมเผยแพร่ข้อมูลพระราชกรณียกิจ คลิปสาธิตการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ 10 รูปแบบ ข้อมูลเส้นทางการเดินทาง การปิด-เปิดการจราจร และขั้นตอนการเข้าร่วมพิธี นอกจากนี้ยังติดตั้งจอ LED บริเวณซุ้มถวายดอกไม้จันทน์และเส้นทางริ้วขบวนฯ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วและทั่วถึง
ในมุมของประชาชน การเตรียมงานครั้งนี้ทำให้เห็นว่าการจัดพระราชพิธีขนาดใหญ่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน และต้องวางแผนทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัลควบคู่กัน ผู้ที่จะเดินทางไปร่วมพิธีควรติดตามประกาศจากกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบเส้นทางล่วงหน้า เตรียมน้ำดื่ม ยาประจำตัว และเผื่อเวลาเดินทาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
คำย้ำของ ปลัด กทม. สั่งเตรียมพร้อมสูงสุด จึงเป็นแนวทางที่เน้นรายละเอียด ความปลอดภัย และความพร้อมในทุกมิติ การสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางออนไลน์ จอประชาสัมพันธ์ และเจ้าหน้าที่ภาคสนาม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนวางแผนได้ดีขึ้น มองในภาพรวม นี่คือแนวโน้มของการจัดงานสาธารณะยุคใหม่ที่ใช้ทั้งระบบบริหารจัดการภาคสนามและเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้อย่างเป็นระเบียบและมั่นใจ
ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการและเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อร่วมพระราชพิธีด้วยความสงบ เรียบร้อย และสมพระเกียรติ พร้อมช่วยกันปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
