บิลค่าน้ำสหรัฐฯพุ่ง 62% ใน 10 ปี

ชาวอเมริกันกำลังเผชิญภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นรอบด้าน ทั้งราคาน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเช่าที่อยู่อาศัย และรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าใช้จ่าย ล่าสุดรายงานจาก Food & Water Watch ระบุว่า บิลค่าน้ำสหรัฐฯพุ่ง 62% ใน 10 ปี สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้กับครัวเรือนทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งต้องพึ่งพาระบบน้ำเอกชน

องค์กรดังกล่าวรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบิลค่าน้ำของระบบประปาชุมชนขนาดใหญ่ที่สุด 500 แห่งในปี 2025 ระบบเหล่านี้ให้บริการประชาชนรวมกันประมาณ 155 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 45% ของประชากรสหรัฐฯ เมื่อนำค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในปี 2025 มาเปรียบเทียบกับปี 2015 พบว่าค่าบริการน้ำดื่มโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 62% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษ

บิลค่าน้ำสหรัฐฯพุ่ง 62% ใน 10 ปี กระทบครัวเรือนอย่างไร

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในใบแจ้งหนี้รายเดือน แต่สะท้อนถึงต้นทุนที่สะสมและส่งผลต่อรายจ่ายประจำของครอบครัวโดยตรง รายงานพบว่าค่าน้ำเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อประมาณ 1.6 เท่า เร็วกว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเกือบสองเท่า และเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ครัวเรือนมัธยฐานถึง 19%

ในปี 2025 ครัวเรือนทั่วไปต้องจ่ายค่าบริการน้ำดื่มเฉลี่ยประมาณ 531 ดอลลาร์ต่อปี อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างแต่ละเมืองและแต่ละรัฐมีขนาดใหญ่มาก ระบบประปา 25 แห่งที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดเรียกเก็บเงินมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อครัวเรือนต่อปี ขณะที่ระบบประปา 25 แห่งที่มีราคาถูกที่สุดเรียกเก็บต่ำกว่า 260 ดอลลาร์

บิลค่าน้ำสหรัฐฯพุ่ง 62% ใน 10 ปี และรัฐไหนจ่ายแพงที่สุด

เวสต์เวอร์จิเนียเป็นรัฐที่มีค่าใช้จ่ายค่าน้ำสูงที่สุดจากข้อมูลในรายงาน ระบบประปาขนาดใหญ่สองแห่งของรัฐ ซึ่งทั้งคู่ดำเนินงานโดยบริษัท American Water เรียกเก็บเงินจากครัวเรือนเฉลี่ยประมาณ 1,383 ดอลลาร์ต่อปี นับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมาก

รัฐอื่นที่มีค่าน้ำค่อนข้างแพง ได้แก่ เพนซิลเวเนีย อะแลสกา โอเรกอน อิลลินอยส์ และแคลิฟอร์เนีย ปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกันมีทั้งสภาพภูมิประเทศ อายุของโครงสร้างพื้นฐาน ระยะทางในการลำเลียงน้ำ ความต้องการใช้น้ำ และรูปแบบการกำกับดูแลของแต่ละรัฐ

  • เวสต์เวอร์จิเนีย: มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงที่สุด โดยระบบประปาหลักเรียกเก็บมากกว่า 1,300 ดอลลาร์ต่อปี
  • เพนซิลเวเนียและอิลลินอยส์: หลายพื้นที่ต้องรับภาระจากระบบท่อเก่าและการลงทุนซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น
  • แคลิฟอร์เนียและโอเรกอน: เผชิญทั้งภัยแล้ง ความต้องการใช้น้ำสูง และต้นทุนด้านการจัดการทรัพยากร
  • อะแลสกา: มีต้นทุนการให้บริการสูงจากสภาพพื้นที่และระยะทางระหว่างชุมชน

บริษัทเอกชนอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าน้ำสูงขึ้น

รายงานชี้ว่าการเป็นเจ้าของระบบประปาอาจเกี่ยวข้องกับระดับค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ในบรรดาระบบประปาขนาดใหญ่ 500 แห่ง บริษัทเอกชนที่แสวงหากำไร เช่น American Water, Essential Utilities และ California Water Service Group เรียกเก็บค่าบริการจากครัวเรือนสูงกว่าระบบประปาของรัฐหรือท้องถิ่นเฉลี่ย 67%

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ระบบประปาเอกชนปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 67% ขณะที่ระบบที่บริหารโดยรัฐบาลท้องถิ่นปรับขึ้นประมาณ 62% แม้ระบบเอกชนจะมีราคาสูงกว่าอยู่แล้วในปี 2015 แต่ช่องว่างระหว่างสองรูปแบบยังเพิ่มขึ้นอีก 12% ภายในปี 2025

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในปี 2025 รัฐบาลท้องถิ่นเรียกเก็บค่าบริการเฉลี่ย 494 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 501 ดอลลาร์ของระบบประปาเอกชนตั้งแต่ปี 2015 ตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามว่าการโอนระบบสาธารณูปโภคให้บริษัทเอกชนช่วยลดต้นทุนให้ประชาชนได้จริงหรือไม่

ภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มแรงกดดัน

นอกจากโครงสร้างการเป็นเจ้าของแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้การจัดหาน้ำมีความยากและแพงขึ้น พื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญภัยแล้ง ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งลดลงจนแตะระดับน่ากังวล สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากฤดูหนาวที่มีหิมะน้อยผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

แม่น้ำโคโลราโดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะเป็นแหล่งน้ำสำคัญของประชาชนราว 40 ล้านคน นักวิจัยคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในแม่น้ำสายนี้อาจลดลงอีกประมาณ 30% ภายในปี 2050 หากภาวะโลกร้อนยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการรับมือที่จริงจัง

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่ใช้น้ำจำนวนมากกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม ฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ และศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาสำหรับบริการดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และคลาวด์คอมพิวติ้ง กิจการเหล่านี้ต้องใช้น้ำเพื่อหล่อเย็นและดำเนินงาน จึงเพิ่มการแข่งขันกับการใช้น้ำของชุมชน

การซ่อมโครงสร้างพื้นฐานอาจทำให้บิลเพิ่มขึ้นอีก

ระบบประปาหลายแห่งในสหรัฐฯ มีท่อส่งน้ำ โรงกรองน้ำ และสถานีสูบน้ำที่มีอายุหลายสิบปี การปรับปรุงระบบให้รองรับภัยแล้ง ประชากรที่เพิ่มขึ้น และมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก สมาคม American Water Works Association ประเมินว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ อาจต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำดื่มรวม 2.1 ถึง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์

เมื่อเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางไม่เพียงพอ หน่วยงานระดับรัฐและท้องถิ่นจึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากขึ้น การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำของรัฐและท้องถิ่นเพิ่มขึ้นประมาณสี่เท่าในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา และต้นทุนเหล่านี้มักถูกส่งต่อไปยังผู้ใช้น้ำผ่านค่าบริการรายเดือนหรือค่าธรรมเนียมพิเศษ

ทางออกของวิกฤติค่าน้ำในสหรัฐฯ

Food & Water Watch เรียกร้องให้รัฐบาลกลางกลับมาเพิ่มงบประมาณสนับสนุนระบบประปาสาธารณะ พร้อมกำกับดูแลบริษัทเอกชนอย่างเข้มงวดมากขึ้น การช่วยเหลือครัวเรือนที่มีรายได้น้อย การกำหนดเพดานการปรับขึ้นราคา และการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนอย่างโปร่งใสอาจช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนได้

นอกจากนี้ รัฐบาลควรสนับสนุนการประหยัดน้ำ การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้ว การแก้ปัญหาไม่ควรเน้นเพียงการขึ้นราคาเพื่อหาเงินซ่อมระบบ แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการจ่ายของประชาชนควบคู่กันด้วย

สำหรับผู้บริโภค การตรวจสอบใบแจ้งหนี้ ค้นหาโครงการช่วยเหลือค่าใช้จ่าย และลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็นอาจช่วยประคองงบประมาณได้ในระยะสั้น แต่ปัญหาใหญ่จำเป็นต้องอาศัยนโยบายสาธารณะที่จริงจัง เพราะน้ำสะอาดเป็นบริการพื้นฐาน ไม่ควรกลายเป็นภาระที่ครัวเรือนต้องเลือกระหว่างจ่ายค่าน้ำกับค่าอาหาร ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายควรเร่งสร้างระบบน้ำที่ปลอดภัย โปร่งใส และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน

ที่มา – US Water Bills Surged 62% in 10 Years. A New Map Reveals Where Americans Pay the Most

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *