ทีมประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งบอร์ดประกันสังคม 2 ใน 3 กับความท้าทายหลักคานอำนาจไตรภาคี
การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญของแรงงานไทย เพราะผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการสะท้อนว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าสามารถคว้าที่นั่งผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนครบทั้ง 7 ที่นั่ง ขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็ได้รับความไว้วางใจในสัดส่วนสูงเช่นกัน ทำให้โครงสร้างบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่มีแนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเลือกตั้งทั่วไป แต่เกี่ยวข้องกับการบริหารกองทุนประกันสังคมมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท และสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน ดังนั้น ผลลัพธ์ครั้งนี้จึงได้รับความสนใจจากทั้งแรงงาน นายจ้าง นักวิชาการ และประชาชนที่ต้องการเห็นการบริหารกองทุนอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์ชีวิตจริงมากขึ้น
ทีมประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งบอร์ดประกันสังคม 2 ใน 3 กับความท้าทายหลักคานอำนาจไตรภาคี
หัวใจสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าครองเสียงรวม 14 จาก 21 ที่นั่ง หรือประมาณ 2 ใน 3 ของบอร์ดประกันสังคม โครงสร้างคณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐ นายจ้าง และผู้ประกันตน ฝ่ายละ 7 คน โดยมีปลัดกระทรวงแรงงานทำหน้าที่ประธาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกำกับดูแล
เมื่อมีเสียงส่วนใหญ่ในระดับดังกล่าว คณะกรรมการชุดใหม่ย่อมมีโอกาสผลักดันนโยบายได้คล่องตัวกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ การทบทวนระบบงบประมาณ การเปิดเผยข้อมูลการลงทุน หรือการยกระดับคุณภาพบริการของสำนักงานประกันสังคม อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากก็ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ เพราะทุกการตัดสินใจส่งผลต่อเงินสมทบและหลักประกันชีวิตของคนจำนวนมาก
ผู้มีสิทธิออกมาใช้เสียงมากขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมระบุว่า มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งรวมกว่า 1,003,615 คน เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2566 ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้ประกันตนและนายจ้างเริ่มให้ความสำคัญกับบทบาทของบอร์ดมากขึ้น จากเดิมที่การเลือกตั้งอาจเป็นเรื่องไกลตัวและมีผู้ติดตามไม่มาก
การตื่นตัวดังกล่าวมีสาเหตุจากหลายด้าน ทั้งการสื่อสารผ่านเครือข่ายแรงงาน การรณรงค์ในช่องทางออนไลน์ และความคาดหวังให้กองทุนขนาดใหญ่ถูกบริหารอย่างคุ้มค่า ประชาชนจำนวนมากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เช่น การเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลที่สะดวกขึ้น การคำนวณบำนาญที่เป็นธรรม และการช่วยเหลือผู้ว่างงานที่สอดคล้องกับค่าครองชีพ
นโยบายที่ถูกจับตาหลังการเลือกตั้ง
ตัวแทนทีมประกันสังคมก้าวหน้าแสดงจุดยืนว่า ต้องการผลักดันแนวคิด “บอร์ดสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่บอร์ดของชำร่วย” พร้อมเสนอให้ทบทวนงบประมาณด้วยระบบฐานศูนย์ หรือ Zero-based budgeting ซึ่งหมายถึงการพิจารณาความจำเป็นของงบประมาณใหม่ทุกปี แทนการยึดตัวเลขเดิมเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเรื่องการเปิดเผยพอร์ตลงทุน การถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ด การทำประชาพิจารณ์งบประมาณ และการควบคุมงบบริหารสำนักงานให้อยู่ในระดับเหมาะสม ฝ่ายนายจ้างก็มีนโยบายเน้นวินัยทางการเงิน การลดค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง
หากทำได้จริง นโยบายเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกันตนมองเห็นว่าเงินสมทบของตนถูกนำไปใช้ในทิศทางใด แต่การเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นทันที เพราะต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย การพิจารณาของคณะกรรมการ และการประสานงานกับหน่วยงานราชการหลายฝ่าย
ข้อกังวลเรื่องการเมืองและการคานอำนาจ
แม้ผลเลือกตั้งจะสะท้อนความต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง รวมถึงคำถามว่าการที่ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนมาจากแนวทางเดียวกัน จะทำให้กลไกไตรภาคีเสียสมดุลหรือไม่ ฝ่ายที่กังวลมองว่า บอร์ดควรเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายตรวจสอบและถ่วงดุลกัน ไม่ใช่การรวมเสียงไว้ที่ขั้วใดขั้วหนึ่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยืนยันว่า ฝ่ายการเมืองไม่ควรแทรกแซงการทำงานของประกันสังคม และกระทรวงมีหน้าที่กำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ขณะเดียวกัน หากมีข้อร้องเรียนเรื่องการสนับสนุนผู้สมัครหรือการหาเสียง ก็ต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบ
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความโปร่งใสและการเปิดพื้นที่ให้สังคมตรวจสอบ หากบอร์ดชุดใหม่เปิดเผยข้อมูลการประชุม เหตุผลของการตัดสินใจ และผลลัพธ์ของแต่ละนโยบายอย่างสม่ำเสมอ ความกังวลเรื่องการกินรวบหรือการเมืองแทรกแซงก็จะลดลงได้ระดับหนึ่ง
จุดเปลี่ยนของบอร์ดประกันสังคม
ทีมประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งบอร์ดประกันสังคม 2 ใน 3 กับความท้าทายหลักคานอำนาจไตรภาคี จึงไม่ใช่เพียงพาดหัวข่าวที่น่าสนใจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง บอร์ดชุดใหม่มีโอกาสผลักดันสิทธิประโยชน์เชิงรุก เช่น การปรับระบบบำนาญชราภาพ การพัฒนาสิทธิด้านยาและการรักษาพยาบาล ตลอดจนการปรับปรุงบริการดิจิทัลให้ผู้ประกันตนดำเนินการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง การมีเสียงข้างมากย่อมทำให้ถูกจับตามองมากขึ้น ทุกนโยบายต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล ไม่ใช่เพียงคำประกาศหรือแนวคิดทางการเมือง ผู้แทนทั้ง 14 คนควรรับฟังเสียงจากผู้ประกันตนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ลูกจ้างในระบบ พนักงานอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงนายจ้างที่ต้องรับภาระเงินสมทบ
โดยสรุป การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนว่าผู้มีสิทธิเริ่มมองเห็นความสำคัญของกองทุนประกันสังคมมากขึ้น เทรนด์ต่อจากนี้คือการบริหารที่ต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้ และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากบอร์ดชุดใหม่ทำตามนโยบายได้จริง ชัยชนะครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวแทน แต่จะเป็นการยกระดับระบบประกันสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ประกันตนจึงควรติดตามการทำงาน ตั้งคำถาม และมีส่วนร่วมตรวจสอบต่อไป
ที่มา – ทีมประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งบอร์ดประกันสังคม 2 ใน 3 กับความท้าทายหลักคานอำนาจไตรภาคี
