ทรัมป์ล้อกฎหมายใหม่ของอังกฤษที่ ‘เซ็นเซอร์’ Truth Social ขณะนั่งเคียงข้างนายกฯ อังกฤษ
การพบปะระหว่างอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กับนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่สนามกอล์ฟของทรัมป์ในสก็อตแลนด์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลายเป็นจุดวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เพียงเพราะการพบกันในฉากหลังที่ไม่ธรรมดา แต่ยังเพราะสิ่งที่ทรัมป์พูดถึง — ทั้งเรื่อง กฎหมายใหม่ของสหราชอาณาจักรที่ถูกกล่าวหาว่า ‘เซ็นเซอร์’ Truth Social และคำให้สัมภาษณ์ที่ชวนขนลุกเกี่ยวกับเจฟฟรีย์ เอปสไตน์
ทรัมป์ล้อกฎหมายใหม่ของอังกฤษที่ ‘เซ็นเซอร์’ Truth Social
กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) ของสหราชอาณาจักรซึ่งผ่านเมื่อปี 2023 เพิ่งมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อ 25 กรกฎาคม 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, TikTok และ Instagram ต้องยืนยันอายุผู้ใช้งาน Truth Social ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของทรัมป์ ก็ถูกกฎหมายนี้ครอบคลุมเช่นกัน
เมื่อนักข่าวถามว่าเขาคิดอย่างไรกับข้อกล่าวหาว่า Truth Social ถูก “เซ็นเซอร์” ในสหราชอาณาจักร ทรัมป์ตอบด้วยท่าทีขำขัน: “ผมไม่ว่าเขาจะเซ็นเซอร์ไซต์ผม เพราะผมพูดแต่เรื่องดี ๆ… ช่วยปลดบล็อกไซต์ผมทีได้ไหมครับ?” คำตอบนี้บ่งบอกถึงความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับจุดประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการปิดกั้นความเห็นทางการเมือง แต่เป็นการป้องกันอันตรายต่อเยาวชน เช่น การเผยแพร่เนื้อหาที่ส่งเสริมการฆ่าตัวตาย
นายกฯ สตาร์เมอร์ รีบชี้แจงว่ากฎหมายนี้ ไม่ใช่การเซ็นเซอร์เสรีภาพในการพูด แต่เป็นการคุ้มครองเด็กจากเนื้อหาร้ายแรง “เราไม่ได้ต้องการจำกัดเสรีภาพในการพูด เราต้องการหยุดยั้งไม่ให้เด็กได้เห็นเว็บไซต์ที่ส่งเสริมการฆ่าตัวตาย” เขากล่าว
ทรัมป์กับเรื่องอื้อฉาวของเอปสไตน์: คำอธิบายใหม่ที่น่าสงสัย
ไม่ใช่แค่เรื่อง Truth Social ที่ทำให้ทรัมป์เป็นข่าว แต่เรื่องเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ อดีตผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เสียชีวิตในเรือนจำปี 2019 ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อนักข่าวถามถึงความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยระหว่างเขากับเอปสไตน์ ทรัมป์ระบุว่า “เขาขโมยพนักงานของผมไปจ้าง แล้วผมก็บอกว่า ‘อย่าทำอีก’ แต่เขาก็ทำอีก ผมเลยขับเขาออกไป เป็น persona non grata” ซึ่งเป็นคำอธิบายที่แตกต่างจากเวอร์ชันก่อนหน้าที่บอกว่าขับออกเพราะเรื่องการล่อลวงลูกค้า
ที่น่าสนใจคือ ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า “ผมไม่เคยไปเกาะของเอปสไตน์” พร้อมกับระบุว่า “ผมไม่เคยมีโอกาส (privilege) ไปเกาะของเขา แต่ผมก็ปฏิเสธคำเชิญ” — การใช้คำว่า “privilege” ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้วเขาเคยถูกเชิญหรือไม่ หรือนี่คือการพูดผ่านแสงปากที่แย่?
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสนับสนุนทฤษฎีสมคบคิดว่า “พวกเดโมแครตอาจใส่ชื่อคนบริสุทธิ์ในไฟล์ของเอปสไตน์” โดยอ้างว่าไม่ได้รับการบรรยายสรุปจากอัยการสูงสุด ทั้งที่ The Wall Street Journal รายงานว่าทรัมป์เคยถูกแจ้งว่าชื่อของเขาอยู่ในไฟล์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
และเมื่อถูกถามถึงลิสเลน เมกซ์เวลล์ ผู้ต้องขังคดีค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับเอปสไตน์ ทรัมป์ตอบว่า “ผมสามารถให้อภัยเธอได้ แต่ยังไม่มีใครขอ” — คำพูดนี้ยิ่งตอกย้ำความกังวลเรื่องความสัมพันธ์ในอดีตของเขาต่อเครือข่ายของเอปสไตน์
ข้อมูลเบื้องหลังที่น่าสนใจคือ ท็อดด์ แบล็งช์ รองอัยการสูงสุด ซึ่งเคยเป็นทนายส่วนตัวของทรัมป์ เข้าพบเมกซ์เวลล์ถึง 9 ชั่วโมงที่เรือนจำ — การกระทำที่หายากและชวนตั้งคำถามถึงเจตนา
แม้การพบปะครั้งนี้จะดูเป็นเรื่องทางการทูต แต่กลับแฝงเรื่องอื้อฉาวและการละเลยข้อเท็จจริงในระดับที่น่ากังวล สำหรับผู้ติดตามข่าวสารด้านการเมืองและเทคโนโลยี การที่ผู้นำระดับโลกกล่าวถึง กฎหมายใหม่ของอังกฤษที่ ‘เซ็นเซอร์’ Truth Social ด้วยความเข้าใจผิดแบบนี้ สะท้อนถึงช่องว่างระหว่างอำนาจกับความรับผิดชอบในยุคดิจิทัล
บทสรุป: หากคุณกำลังติดตามการเดินหมากของแพลตฟอร์มโซเชียลในระดับโลก บทความนี้ช่วยตอกย้ำว่า ข้อเท็จจริงและนิยามของ ‘การเซ็นเซอร์’ ถูกนำมาใช้เล่นเกมการเมืองมากแค่ไหน ติดตามสถานการณ์ Truth Social และกฎหมายออนไลน์อย่างใกล้ชิด เพราะเรื่องนี้อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการสื่อสารสาธารณะในอนาคต