เปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีดแย่สุด

ถ้าคุณมี Kindle เก่าๆ อยู่ แล้วได้ยินข่าวว่า Amazon จะเลิกซัพพอร์ต Kindle และ Kindle Fire รุ่นก่อนปี 2012 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคมนี้ คุณคงเซ็งไม่น้อยเลยใช่มั้ย? ไม่ว่าจะซื้อหนังสือใหม่ ดาวน์โหลดอะไร หรือแม้แต่รีเซ็ตเครื่อง ก็ทำไม่ได้หมด แถมถ้าลองรีเซ็ตอาจจะล็อกเครื่องไปเลย! ถ้าไม่แน่ใจว่ารุ่นคุณติด list มั้ย เช็คได้ที่ รายชื่อรุ่นที่ได้รับผลกระทบ นะ

ข่าวนี้ทำให้ชาวเน็ตเดือดมาก แบบว่าหมดอนาคตเลย หลายคนยังใช้ Kindle รุ่นเก่าได้ดีอยู่ แต่ Amazon กลับบังคับให้ซื้อใหม่ โคตรไม่แฟร์! ถ้าคุณอยากสวนทาง Jeff Bezos แล้วใช้เครื่องต่อ ลอง เจลเบรค (jailbreak) ดูสิ แม้จะเสี่ยงเครื่องพัง แต่ตอนนี้ก็แทบไม่มีอะไรเสียแล้วใช่มั้ย? เจลเบรคสำเร็จ คุณยังอ่านหนังสือได้ แม้จะไม่ลื่นไหลเท่าเดิม แต่ ยืดหยุ่นกว่าเยอะ

เปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีด

แต่ถ้าอยากบ้าไปกว่านั้น ลองเปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีดสิ! มีชายชาวอาร์เจนตินา Roni Bandini สร้างโปรเจกต์สุดเพี้ยนนี้ไว้ใน Hackster เขาเรียกตัวเองว่า maker สร้างเครื่องจักรแปลกๆ เพื่อจุดประสงค์กบฏ ช่างจังหวะที่ Amazon เลิกซัพพอร์ตพอดี!

โปรเจกต์นี้เหมาะสำหรับคนที่อยาก เปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีด แบบ DIY สุดๆ ดูรายละเอียดเต็มๆ ที่ Hackster page แต่สรุปง่ายๆ คือ:

  • เจลเบรค Kindle ก่อน
  • ติดตั้งซอฟต์แวร์ Kindle Unified Application Launcher (KUAL) และ kterm (เทอร์มินัล GTK ง่ายๆ) ผ่าน sideload
  • เชื่อม Kindle กับ Raspberry Pi ที่ต่อเครื่องพิมพ์ความร้อนขนาดเล็ก (แบบที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใช้)
  • พิมพ์บนคีย์บอร์ดซอฟต์แวร์ของ Kindle ข้อความจะ buffer ไว้ พอคีย์ Enter สองครั้ง จะส่งไปพิมพ์เลย!

ขั้นตอนเปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีดแบบละเอียด

1. เจลเบรค Kindle: ตามガイドในเว็บ kindlemodding.org เสี่ยงแต่值得ลอง
2. ติดตั้ง KUAL และ kterm: ดาวน์โหลดไฟล์แล้ว sideload ผ่าน USB
3. เซ็ตอัพ Raspberry Pi: ติดตั้งซอฟต์แวร์เชื่อมต่อกับ thermal printer เช่น Adafruit TTGO หรือคล้ายๆ
4. เชื่อมต่อทั้งหมด: Kindle ส่งข้อความผ่าน WiFi หรือ USB ไป Pi แล้วพิมพ์
ถ้าคีย์บอร์ดซอฟต์แวร์ช้าเกิน ลองต่อคีย์บอร์ด USB ภายนอกดู นอกจากนี้ยังมี ไฟล์ 3D print สำหรับทำเคสสวยๆ ครอบ Kindle, Pi และ printer ด้วย!

มันมีประโยชน์จริงเหรอ? ไม่เลย! แต่สนุกชิบหาย และอย่างที่ Bandini บอก “คุณค่าของโปรเจกต์ไม่ได้อยู่ที่มันทำอะไร แต่คือการผลักดันขอบเขตของอุปกรณ์ให้เกินกว่าที่มันถูกออกแบบมา” จริงๆ! แถมยังช่วยลด e-waste ไม่ให้เครื่องดีๆ ต้องทิ้งเพราะ Bezos อยากไปอวกาศอีก

ลองทำดูสิ ถ้าสำเร็จ คุณจะมีเครื่องพิมพ์ดีดแย่สุดในโลกที่สวนทาง Amazon ได้แบบเท่ๆ! แชร์ผลงานในคอมเมนต์ด้วยนะ

ที่มา – Stick It to Jeff Bezos by Turning Your Defunct Kindle Into the World’s Worst Typewriter

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *