ตำรวจสุรินทร์แจงจับกุมแม่ลูกชาวกัมพูชา กรณีลอบเข้าเมือง ไม่เกี่ยงข้องค้ามนุษย์

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พล.ต.ต.สุคนธ์ ศรีอรุณ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่กระแสข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบัวเชด ได้จับกุมเด็กชายตงเฮง ระเสม็ย อายุ 13 ปี และนางเซียบ ฟารม อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นแม่ลูกชาวกัมพูชา โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า การจับกุมครั้งนี้เกี่ยวข้องกับข้อหา ‘ลอบเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต’ เท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการถูกทำร้ายร่างกายหรือคดีค้ามนุษย์แต่อย่างใด

ตำรวจสุรินทร์แจงจับกุมแม่ลูกชาวกัมพูชา กรณีลอบเข้าเมือง

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากประชาชนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ว่ามีบุคคลต่างชาติเข้ามาในพื้นที่บ้านโนนสังข์ ตำบลบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ จากนั้นได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ และเข้าดำเนินการจับกุมนางเซียบ ฟารม และลูกชายได้ในวันถัดไป คือเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม

ข้อมูลจากสอบสวนระบุลักษณะการเข้าเมือง

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ทั้งคู่ใช้วิธีลักลอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติในบริเวณใกล้ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อปี พ.ศ. 2561 และได้อาศัยอยู่ในอำเภอบัวเชด เมืองสุรินทร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเด็กชายตงเฮงได้รับการเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนจะถูกจับกุมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสารของทั้งสองแล้ว ปรากฏว่าไม่มีตราประทับหรือเอกสารอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ทำให้ทั้งคู่ถูกแจ้งข้อหาก่อความผิดเกี่ยวกับการ ‘ลักลอบเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต’ อย่างเป็นทางการ

เจาะลึกข้อเท็จจริง: ไม่เกี่ยวข้องค้ามนุษย์

ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด และได้คัดแยกข้อมูลทุกด้านแล้วว่า กรณีนี้ไม่มีลักษณะเข้าข่ายการค้ามนุษย์หรือการถูกกระทำอย่างรุนแรงแต่อย่างใด จึงได้ส่งตัวทั้งสองไปให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อทำการจัดส่งกลับประเทศต้นทางอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

สิ่งสำคัญที่เราควรสังเกตจากคดีนี้ คือการปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลที่ต้องเข้มงวดและโปร่งใส โดยเฉพาะในเรื่องของการตรวจคนเข้าเมือง เพราะแม้ว่าทั้งสองจะไม่ก่อความร้ายแรงหรือมีเจตนาไม่ดี แต่ขณะเดียวกันก็เข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งถือว่ามีความผิดตามกฎหมายของราชอาณาจักรไทย

ในแง่ของประชาชนทั่วไป นี่อาจเป็นการเตือนสติว่า ความช่วยเหลือแม้จะเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ก็ควรปฏิบัติตามกรอบกฎหมายเพื่อป้องกันผลเสียที่ตามมาทั้งแก่ผู้ให้ความช่วยเหลือและผู้ถูกช่วยเหลือ

สุดท้าย ขอให้ทุกคนทำความเข้าใจข้อมูลอย่างถูกต้อง ก่อนแชร์ข่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจกระทบต่อชีวิตของผู้อื่น หรือกระทบภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์

ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่ 👉 ตำรวจสุรินทร์แจงปมจับกุมแม่ลูกชาวกัมพูชา คดีลอบเข้าเมือง ไม่เกี่ยวถูกทำร้ายหรือค้ามนุษย์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *