ตำรวจนครบาลประสานไซเบอร์-สันติบาล เร่งแกะรอยเพจ ‘Godd Dam’ โยง ม.112 ชี้หลักฐานต้องรัดกุมถึงชั้นศาล

คดีเพจเฟซบุ๊ก ‘Godd Dam’ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั้งในแวดวงข่าวความมั่นคง เทคโนโลยี และผู้ติดตามสถานการณ์บนโลกออนไลน์ หลังตำรวจนครบาลอยู่ระหว่างตรวจสอบโพสต์ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยเจ้าหน้าที่ย้ำว่ายังต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลและพิสูจน์ตัวบุคคลอย่างรอบคอบ ก่อนสรุปข้อเท็จจริงหรือดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การติดตามคดีที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้พิจารณาเพียงว่าโพสต์นั้นเผยแพร่จากเพจใดเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ใช้งานบัญชีในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ข้อมูลถูกส่งต่อหรือแก้ไขอย่างไร และหลักฐานทางเทคนิคมีความน่าเชื่อถือมากพอที่จะใช้ประกอบสำนวนคดีหรือไม่

ตำรวจนครบาลประสานไซเบอร์-สันติบาล

พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจนครบาลกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับเพจ ‘Godd Dam’ ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลบางเขน โดยคดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและระบุตัวผู้โพสต์ให้ชัดเจนเสียก่อน

บช.น. ได้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยมอบหมายให้รองผู้บัญชาการที่รับผิดชอบงานสอบสวนทำหน้าที่หัวหน้าคณะทำงาน ภารกิจสำคัญคือการรวบรวมหลักฐาน สอบปากคำผู้เชี่ยวชาญ และพูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานอื่นที่มีบทบาทในคดีนี้

หนึ่งในหน่วยงานที่มีการประสานงานคือกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานแรกที่ส่งข้อมูลโพสต์ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดด้านความมั่นคงมาให้ตรวจสอบ ขณะเดียวกัน ตำรวจนครบาลยังขอข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ ซึ่งเคยตรวจสอบและระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเพจดังกล่าวไว้ก่อนหน้านี้

เหตุใดต้องตรวจสอบตัวบุคคลซ้ำอีกครั้ง

ประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ หากตำรวจไซเบอร์มีข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเพจแล้ว เหตุใดตำรวจนครบาลจึงยังต้องดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม คำตอบคือข้อมูลจากหน่วยงานหนึ่งอาจเป็นเพียงเบาะแสหรือผลการวิเคราะห์ในขั้นต้น ขณะที่การจัดทำสำนวนคดีจำเป็นต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาเปรียบเทียบ ตรวจสอบความสอดคล้อง และยืนยันด้วยพยานหลักฐานหลายด้าน

ในทางปฏิบัติ บัญชีผู้ใช้งานหรือเพจบนโซเชียลมีเดียอาจถูกเข้าถึงโดยหลายคน อาจมีการใช้รหัสผ่านร่วมกัน ถูกสวมรอย หรือถูกเจาะระบบ นอกจากนี้ ผู้ดูแลเพจกับผู้เขียนข้อความในแต่ละโพสต์อาจไม่ใช่บุคคลเดียวกันเสมอไป ดังนั้น การเห็นชื่อบัญชีหรือชื่อเพจจึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันตัวผู้กระทำได้โดยอัตโนมัติ

ตำรวจจึงต้องพิจารณาข้อมูลประกอบหลายประเภท เช่น บันทึกการเข้าสู่ระบบ ข้อมูลอุปกรณ์และเครือข่าย เวลาในการเผยแพร่โพสต์ พยานบุคคล ข้อมูลการสื่อสาร รวมถึงหลักฐานดิจิทัลที่ผ่านกระบวนการเก็บรักษาอย่างถูกต้อง หากหลักฐานบางส่วนไม่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ก็อาจทำให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลมีข้อจำกัด

หลักฐานดิจิทัลต้องรัดกุมแค่ไหน

หัวใจของคดีลักษณะนี้คือการทำให้ศาลเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ใครเป็นผู้ใช้งานในช่วงเวลาที่มีการเผยแพร่ข้อความ และข้อมูลดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการปลอมแปลงหรือการเข้าถึงโดยบุคคลอื่น เจ้าหน้าที่จึงต้องให้ความสำคัญกับนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล ตั้งแต่การเก็บข้อมูลต้นทาง การตรวจสอบวันเวลา ไปจนถึงการจัดทำบันทึกว่าหลักฐานถูกส่งต่อและตรวจสอบโดยใครบ้าง

พล.ต.ท. สยาม ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือการพิสูจน์ทราบตัวผู้โพสต์ให้ปราศจากข้อสงสัยมากที่สุด การด่วนสรุปจากข้อมูลเพียงส่วนเดียวอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้อง และอาจทำให้คดีมีปัญหาเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้น ตำรวจนครบาลประสานไซเบอร์-สันติบาล เพื่อให้ข้อมูลจากทุกฝ่ายได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน

ด้าน พล.ต.อ. อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงมีการติดตามสถานการณ์บนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งหน้าที่ระหว่างตำรวจสันติบาลและตำรวจไซเบอร์ตามลักษณะของกลุ่มบุคคลและพฤติกรรมที่ตรวจพบ พร้อมเตือนว่าการแสดงออกทางออนไลน์อาจมีทั้งการปิดบังตัวตนและการสวมรอย จึงต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนกล่าวหาว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด

มุมมองสำหรับผู้ใช้งานโซเชียล

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ข่าวนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ย้ำว่า ทุกโพสต์และการแชร์บนโลกออนไลน์อาจมีผลตามมา โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะ สถาบัน หรือประเด็นความมั่นคง การตรวจสอบแหล่งที่มา อ่านเนื้อหาให้ครบ และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน จึงเป็นพฤติกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงได้

ขณะเดียวกัน สังคมควรติดตามข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ไม่ตัดสินบุคคลจากกระแสบนโซเชียลเพียงอย่างเดียว เพราะการกล่าวหาและการพิสูจน์ความผิดเป็นคนละขั้นตอนกัน คดีเพจ ‘Godd Dam’ จึงควรถูกติดตามผ่านข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และกระบวนการยุติธรรมที่มีหลักฐานรองรับ

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การทำคดีออนไลน์จำเป็นต้องเดินคู่กันระหว่างความเร็วในการสืบสวนกับความแม่นยำของหลักฐาน ตำรวจนครบาลประสานไซเบอร์-สันติบาล ถือเป็นแนวทางที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน แต่ผลสรุปสุดท้ายควรเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีหลักฐานเพียงพอและผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม ผู้ติดตามข่าวจึงควรใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบข้อมูลหลายแหล่ง และรอข้อเท็จจริงจากกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ตำรวจนครบาลประสานไซเบอร์-สันติบาล เร่งแกะรอยเพจ ‘Godd Dam’ โยง ม.112 ชี้หลักฐานต้องรัดกุมถึงชั้นศาล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *