จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้านเราโดยตรงมาเล่าสู่กันฟังครับ หลายคนอาจจะสังเกตเห็นว่าช่วงนี้ภาคธุรกิจ ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ไปจนถึงงานบริการ เริ่มบ่นกันอุบว่าหาคนทำงานยากมาก ยิ่งเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานคนเยอะๆ ยิ่งขาดแคลนหนักจนน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากทางภาครัฐ เมื่อคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบรับข้อเสนอจาก กกร. หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เพื่อเตรียมแนวทางในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างเร่งด่วน
จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่
ปัจจุบันปัญหาขาดแคลนแรงงานไทยกำลังสะสมตัวจนเข้าขั้นวิกฤต โดยตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ราว 5 แสนคน ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากทั้งปัญหาความตึงเครียดตามแนวชายแดน และการแย่งชิงแหล่งแรงงานกับประเทศคู่แข่ง ทำให้แรงงานดั้งเดิมโดยเฉพาะจากเมียนมาไหลเข้าไทยน้อยลง ทาง กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาการจุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการในระยะสั้นก่อน
แผนการจัดการแรงงานต่างด้าวในระยะยาว
นอกจากมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการต่อใบอนุญาตให้แรงงาน 4 สัญชาติเดิม (เมียนมา, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม) แล้ว ทางกระทรวงแรงงานยังมองถึงการขยายฐานไปสู่ประเทศใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแรงงานเพียงไม่กี่แหล่ง ประเทศที่เป็นเป้าหมายใหม่ ได้แก่:
- ศรีลังกา
- บังกลาเทศ
- ฟิลิปปินส์
- อินโดนีเซีย
การขยายความร่วมมือผ่านการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เหล่านี้ ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจมากครับ เพราะถ้าเรามีฐานแรงงานที่หลากหลายขึ้น นอกจากจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนได้อย่างไม่สะดุดแล้ว ยังเป็นการสร้างสมดุลเชิงโครงสร้างแรงงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย
มุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต
การแก้ปัญหาแรงงานในยุคที่จำนวนวัยทำงานของไทยเราลดลงเรื่อยๆ แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ทางคุณจุลพันธ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลพร้อมจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม. เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด และจะพยายามจัดการเคสแรงงานที่ค้างคาให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้องถูกกฎหมาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าต่อได้โดยไม่ติดขัดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ รัฐบาลจะสามารถเจรจา MOU กับประเทศใหม่ๆ ได้รวดเร็วแค่ไหน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งหวังจะเห็นผลนั้น จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการได้เพียงใด
ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ: ผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดีที่ภาครัฐหันมาฟังเสียงเอกชนอย่างจริงจัง ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นระบบการนำเข้าแรงงานที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น หรือมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ในภาคส่วนที่แรงงานหายาก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวทันเพื่อนบ้านครับ สุดท้ายนี้ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านสวัสดิการและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้กับเราให้นานที่สุดครับ
