คู่มือ CEO AI ที่พูดและไม่พูดว่า Super Intelligence
คำว่า Super Intelligence กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงเทคโนโลยี หลังผู้นำทางการเมืองและซีอีโอจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มนำคำนี้มาใช้แทนคำว่า AI หรือ Artificial Intelligence ในบางบริบท แม้สองคำนี้จะไม่ได้มีความหมายเหมือนกันทั้งหมดก็ตาม บทความนี้จะพาไปดูว่า คู่มือ CEO AI ที่พูดและไม่พูดว่า Super Intelligence มีใครบ้าง และแต่ละคนแสดงจุดยืนต่อคำเรียกใหม่นี้อย่างไร
เดิมทีคำว่า AI หมายถึงศาสตร์และเทคโนโลยีที่พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และทำงานบางอย่างได้ใกล้เคียงมนุษย์ ปัจจุบันคำนี้ครอบคลุมตั้งแต่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ แชตบอต เครื่องมือสร้างภาพ ไปจนถึงระบบช่วยเขียนโค้ดและเอเจนต์อัจฉริยะ ส่วนคำว่า Super Intelligence มักใช้เพื่ออธิบายสติปัญญาสมมติที่เหนือกว่ามนุษย์ในแทบทุกด้าน จึงมีความหมายกว้างและทะเยอทะยานกว่า AI ทั่วไป
คู่มือ CEO AI ที่พูดและไม่พูดว่า Super Intelligence
ความแตกต่างของคำสองคำนี้ทำให้ท่าทีของซีอีโอแต่ละคนมีความน่าสนใจ บางคนเลือกใช้คำว่า Super Intelligence อย่างเปิดเผย บางคนยังยึดคำว่า AI ขณะที่บางคนใช้ทั้งสองคำสลับกันตามสถานการณ์ การเลือกใช้คำอาจสะท้อนทั้งแนวคิดด้านเทคโนโลยี การสื่อสารกับนักลงทุน และความสัมพันธ์กับนโยบายของรัฐบาล
คู่มือ CEO AI ที่พูดและไม่พูดว่า Super Intelligence: กลุ่มที่ใช้คำนี้อย่างชัดเจน
- เจนเซน หวง จาก Nvidia ใช้คำว่า Super Intelligence ในการให้สัมภาษณ์หลังการประชุมที่ทำเนียบขาว และยังกล่าวถึงคำนี้หลายครั้งในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของ Nvidia ในฐานะผู้ผลิตชิปและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของวงการ AI
- อีลอน มัสก์ เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนคำนี้อย่างชัดเจนที่สุด นอกจากใช้คำว่า Super Intelligence แล้ว เขายังประกาศว่าจะเปลี่ยนชื่อหน่วยงานด้าน AI ของ SpaceX จาก SpaceXAI เป็น SpaceXSI และเปลี่ยนชื่อบัญชีที่เกี่ยวข้องบนโซเชียลมีเดียด้วย
- มาร์ก เบนิโอฟฟ์ จาก Salesforce แสดงจุดยืนสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเขียนว่าเข้าสู่ยุค Super Intelligence แล้ว พร้อมเล่นคำเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์จาก AIForce เป็น SIForce ซึ่งช่วยสร้างกระแสให้คำนี้ถูกพูดถึงในแวดวงธุรกิจ
- สัตยา นาเดลลา จาก Microsoft ใช้คำว่า Super Intelligence ในชื่อและเนื้อหาของโพสต์เกี่ยวกับความเสี่ยงจากโมเดลภายในองค์กร อย่างไรก็ตาม บริบทของเขาดูเหมือนจะใช้คำนี้กับระบบ AI ในปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงสติปัญญาเหนือมนุษย์ในอนาคตเพียงอย่างเดียว
- ซุนดาร์ พิชัย จาก Google และ Alphabet กล่าวถึงคำว่า Super Intelligence หลังลงนามในข้อตกลงของทำเนียบขาว แต่การใช้คำของเขามีลักษณะเป็นทางการและค่อนข้างระมัดระวัง ขณะเดียวกัน พนักงานของ Google ก็ยังใช้คำว่า AI ในการสื่อสารทั่วไป
- มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จาก Meta เคยพูดถึง Superintelligence มานานแล้วในเชิงเป้าหมายของบริษัท และช่วงหลังมีการใช้คำนี้มากขึ้น เขายังถูกกล่าวว่ามีบทบาทในการร่างเอกสารด้าน AI และลงนามในเอกสารดังกล่าว
- เจฟฟ์ เบโซส ซึ่งปัจจุบันเกี่ยวข้องกับบริษัท AI ชื่อ Project Prometheus ก็แสดงความชื่นชอบคำว่า Super Intelligence โดยให้เหตุผลว่าคำว่า artificial อาจฟังดูไม่เป็นธรรมชาติหรือไม่ดึงดูดใจเท่าที่ควร
ซีอีโอที่ยังเลือกใช้คำว่า AI
ในอีกด้านหนึ่ง แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าใช้คำว่า Super Intelligence อย่างเป็นทางการ เขายังคงโพสต์คำว่า AI บน X และไม่ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทตามกระแสคำเรียกใหม่ การไม่เปลี่ยนคำอาจสะท้อนว่า OpenAI ต้องการรักษาความชัดเจนของแบรนด์และยึดโยงกับคำที่ผู้ใช้งานทั่วโลกคุ้นเคย
แอนดี แจสซี ซีอีโอของ Amazon ก็ยังใช้คำว่า AI ในการพูดถึงเอเจนต์ที่กำลังถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ แม้เขาจะไม่ได้เข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวซึ่งมีการพูดถึงคำว่า Super Intelligence ก็ตาม การเลือกใช้คำว่า AI ทำให้การสื่อสารของ Amazon ยังคงเข้าใจง่ายและสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาด
ดาริโอ อามาเด จาก Anthropic เข้าร่วมการประชุมและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคำเรียกนี้ แต่ยังไม่มีการแสดงจุดยืนต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่าเขาจะใช้ Super Intelligence แทน AI หรือไม่ กรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างของผู้นำที่อาจยอมรับกรอบนโยบายบางอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนศัพท์ทางเทคนิคทั้งหมด
สำหรับซีอีโอของบริษัทอื่น ๆ อย่าง Larry Fink แม้จะโพสต์สนับสนุนเมื่อผู้นำเทคโนโลยีรายอื่นใช้คำว่า Super Intelligence แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าเขาใช้คำนี้เพื่อหมายถึง AI โดยทั่วไป ความแตกต่างเล็ก ๆ นี้มีความสำคัญ เพราะการใช้คำในเชิงสนับสนุนกับการประกาศเปลี่ยนศัพท์อย่างเป็นทางการไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ทำไมการเลือกคำจึงมีความสำคัญ
ในมุมการตลาด คำว่า Super Intelligence ฟังดูยิ่งใหญ่ ล้ำสมัย และมีพลังมากกว่าคำว่า AI ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายจนกลายเป็นคำทั่วไป บริษัทต่าง ๆ อาจมองว่าคำใหม่นี้ช่วยสร้างภาพจำและทำให้ผลิตภัณฑ์ดูมีความก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม การใช้คำที่เกินจริงก็อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสามารถที่แท้จริงของระบบ
ในมุมความปลอดภัยและนโยบาย ความชัดเจนของภาษามีความสำคัญมาก หากนำคำว่า Super Intelligence มาใช้เรียกระบบ AI ทั่วไป ผู้คนอาจแยกไม่ออกระหว่างเทคโนโลยีที่มีอยู่จริงกับแนวคิดสมมติที่ยังอยู่ในอนาคต นอกจากนี้ การเปลี่ยนคำเรียกอาจทำให้การออกกฎหมาย การประเมินความเสี่ยง และการตรวจสอบความรับผิดชอบของบริษัททำได้ยากขึ้น
ดังนั้น คู่มือ CEO AI ที่พูดและไม่พูดว่า Super Intelligence ไม่ได้เป็นเพียงรายชื่อว่าใครใช้คำไหน แต่ยังสะท้อนการแข่งขันด้านภาพลักษณ์และอิทธิพลในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้วย ซีอีโอแต่ละคนกำลังเลือกว่าจะเดินตามกระแส สื่อสารอย่างระมัดระวัง หรือรักษาคำศัพท์เดิมที่มีความหมายชัดเจนกว่า
สรุปมุมมองต่อกระแส Super Intelligence
จากข้อมูลที่มี ผู้นำบางรายยอมรับคำว่า Super Intelligence เพราะมองว่าเป็นคำที่ทรงพลังและเหมาะกับทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรม ขณะที่บางรายยังใช้ AI เนื่องจากเป็นคำที่ผู้ใช้เข้าใจตรงกันมากกว่า การเปลี่ยนคำเรียกไม่ได้ทำให้เทคโนโลยีเปลี่ยนความสามารถโดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญกว่าคือบริษัทต้องอธิบายให้ชัดว่าระบบทำอะไรได้ มีข้อจำกัดอย่างไร และรับผิดชอบต่อผลกระทบแบบไหน
ในความเห็นของผู้เขียน ผู้ใช้งานควรมองข้ามกระแสคำศัพท์และตรวจสอบข้อมูลจริงก่อนเชื่อคำโฆษณา ไม่ว่าจะเรียกว่า AI หรือ Super Intelligence ก็ตาม หากบทความนี้ช่วยให้คุณเข้าใจท่าทีของผู้นำเทคโนโลยีมากขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และแชร์มุมมองของคุณว่าควรใช้คำไหนให้ชัดเจนที่สุด
ที่มา – A Guide to Which AI CEOs Now Say ‘Super Intelligence’ and Which Don’t
