ขยายผลจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้น 3 ฐานปฏิบัติการ รวบนายทุนจีน-แอดมินเกาหลีใต้ สั่งขึ้นแบล็กลิสต์เตรียมส่งตัวกลับดำเนินคดี
ปฏิบัติการครั้งสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ไทยร่วมมือกับตำรวจเกาหลีใต้ เดินหน้าขยายผลเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ โดยครั้งนี้สามารถตรวจค้นพื้นที่สำคัญ 3 จุดในกรุงเทพมหานคร และจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 10 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน การใช้อุปกรณ์สื่อสารจำนวนมาก และการแบ่งหน้าที่ภายในเครือข่ายอย่างเป็นระบบ
ตามรายงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกว่า 30 นาย ประสานกำลังกับตำรวจสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าตรวจค้นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายดังกล่าว จุดที่เข้าตรวจค้นอยู่ในย่านลาดพร้าว-ห้วยขวาง วัชรพล-จตุโชติ และรัชดา-พระราม 9 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอาคารพักอาศัยและสำนักงานให้เช่าหลายรูปแบบ ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพสามารถใช้เป็นสถานที่ทำงานได้โดยไม่เป็นที่สังเกต
ขยายผลจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้น 3 ฐานปฏิบัติการ รวบนายทุนจีน-แอดมินเกาหลีใต้ สั่งขึ้นแบล็กลิสต์เตรียมส่งตัวกลับดำเนินคดี
การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนต่อเนื่อง หลังเจ้าหน้าที่จับกุม Mr. Lim Yongkil ชาวเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ในข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต หรือ Overstay โดยผู้ต้องหารายนี้ยังเป็นบุคคลที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัวจากคดีฉ้อโกงประชาชน และมีข้อมูลเชื่อมโยงกับเครือข่ายการพนันออนไลน์ การติดตามบุคคลดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นโครงสร้างของเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น
หลังใช้เวลารวบรวมข้อมูลนานกว่า 1 เดือน เจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องหาชาวจีนและชาวเกาหลีใต้ โดยมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน กลุ่มผู้ต้องหาชาวจีนถูกระบุว่าเป็นผู้จัดหาสถานที่ อุปกรณ์ และดูแลภาพรวมของปฏิบัติการ ขณะที่ผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้รับหน้าที่เป็นแอดมินหรือผู้โทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้
รูปแบบการหลอกลวงที่พบมีความแนบเนียนและใช้ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือ ผู้ก่อเหตุแอบอ้างเป็นอัยการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนแจ้งว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมาย จากนั้นจึงหลอกให้เหยื่อโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี หรืออ้างว่าเป็นขั้นตอนการยืนยันความบริสุทธิ์ เมื่อเหยื่อเกิดความกลัวและรีบทำตามคำสั่ง เงินก็จะถูกโอนไปยังบัญชีที่เครือข่ายเตรียมไว้
ของกลางจำนวนมากเปิดภาพการทำงานของเครือข่าย
จากการตรวจค้นทั้ง 3 จุด เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้รวม 51 รายการ ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ อีกหลายรายการ อุปกรณ์เหล่านี้จะถูกนำไปตรวจสอบข้อมูลการติดต่อ รายชื่อผู้เสียหาย ประวัติการโอนเงิน รวมถึงบทสนทนาที่อาจช่วยระบุตัวผู้สั่งการและสมาชิกคนอื่นในเครือข่าย
เบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก และมูลค่าความเสียหายรวมสูงกว่า 100 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายนี้ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มมิจฉาชีพขนาดเล็ก แต่มีการจัดการที่เป็นระบบ ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร เทคโนโลยี และการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ โดยพบว่าผู้ต้องหามีการย้ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารไปยังบ้านพักแห่งใหม่ ซึ่งติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่
สำหรับแนวทางดำเนินการต่อไป ตำรวจไทยและตำรวจเกาหลีใต้จะร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และขยายผลไปยังผู้สั่งการระดับสูง รวมถึงติดตามสมาชิกที่ยังหลบหนีอยู่ ความร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์มักแบ่งการทำงานออกเป็นหลายประเทศ ผู้จัดหาอุปกรณ์อาจอยู่คนละพื้นที่กับผู้โทรหลอกลวง ขณะที่บัญชีรับโอนเงินและผู้ควบคุมการเงินอาจอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง
ขึ้นแบล็กลิสต์และเตรียมส่งตัวกลับดำเนินคดี
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมขึ้นบัญชีดำ หรือ Blacklist ห้ามเดินทางเข้าประเทศไทยอีก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังควบคุมตัวผู้ต้องหาเพื่อรอการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สาธารณรัฐเกาหลี มาตรการดังกล่าวเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาใช้ประเทศไทยเป็นฐานก่อเหตุซ้ำ และเป็นสัญญาณว่าการกระทำผิดข้ามชาติจะถูกติดตามอย่างจริงจัง
สำหรับประชาชนทั่วไป เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่ควรเชื่อคำโทรศัพท์ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐโดยทันที หน่วยงานราชการไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีหรือยืนยันความบริสุทธิ์ หากได้รับสายลักษณะนี้ ควรวางสาย ตั้งสติ และติดต่อหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการด้วยตนเอง หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ ติดตั้งแอปพลิเคชัน หรือบอกรหัสผ่านและรหัส OTP
ในมุมมองของเทคโนโลยี แนวโน้มแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยิ่งใช้ข้อมูลส่วนบุคคลและเครื่องมือดิจิทัลมาสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น การรู้เท่าทันกลโกงจึงต้องทำควบคู่กับการปกป้องข้อมูลส่วนตัว เช่น ไม่เผยแพร่เลขบัตรประชาชน ภาพเอกสารสำคัญ หรือข้อมูลบัญชีธนาคารบนพื้นที่สาธารณะ หากพบพฤติกรรมน่าสงสัย ควรรีบแจ้งธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหยุดความเสียหายให้เร็วที่สุด ปฏิบัติการขยายผลจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวการจับกุม แต่เป็นบทเรียนสำคัญว่าอาชญากรรมออนไลน์กำลังทำงานเป็นเครือข่าย และทุกคนต้องร่วมกันระวังภัยในโลกดิจิทัล
