กองทัพเรือเก็บกู้ทุ่นระเบิดลดพื้นที่ปนเปื้อนแล้วกว่า 60% ขณะพื้นที่เก็บกู้ร่วมไทย-กัมพูชายังไม่มีความคืบหน้า
กองทัพเรือเก็บกู้ทุ่นระเบิดลดพื้นที่ปนเปื้อนแล้วกว่า 60% ขณะพื้นที่เก็บกู้ร่วมไทย-กัมพูชายังไม่มีความคืบหน้า
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวโยงกับชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดตราดกันครับ โดยล่าสุดทางกองทัพเรือ โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ได้ออกมาอัปเดตภารกิจสำคัญในการเคลียร์พื้นที่อันตรายที่หลายคนอาจมองข้าม
ต้องยอมรับเลยว่าภารกิจการกองทัพเรือเก็บกู้ทุ่นระเบิดลดพื้นที่ปนเปื้อนแล้วกว่า 60% ขณะพื้นที่เก็บกู้ร่วมไทย-กัมพูชายังไม่มีความคืบหน้าถือเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะจากเป้าหมายพื้นที่ปฏิบัติการกว่า 488,494 ตารางเมตร ตอนนี้เราสามารถลดพื้นที่ปนเปื้อนไปได้มากกว่า 296,996 ตารางเมตรแล้วครับ ซึ่งตัวเลขร้อยละ 60.80 นี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย เพราะหมายความว่ามีกับระเบิดสังหารบุคคลและวัตถุระเบิดที่ไม่ระเบิด (UXO) จำนวนมากถูกกำจัดออกไป เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับชาวบ้านได้กลับมาใช้ชีวิตหรือทำเกษตรกรรมตามปกติแล้ว
อุปสรรคและความท้าทายในพื้นที่ชายแดน
ในขณะที่ฝั่งไทยเดินหน้าทำภารกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าในส่วนของกองทัพเรือเก็บกู้ทุ่นระเบิดลดพื้นที่ปนเปื้อนแล้วกว่า 60% ขณะพื้นที่เก็บกู้ร่วมไทย-กัมพูชายังไม่มีความคืบหน้านั้น ยังคงเป็นโจทย์ที่ต้องรอกันต่อไป เพราะพื้นที่เป้าหมายความร่วมมือระหว่างสองประเทศกว่า 96,373 ตารางเมตร ยังคงสงวนเอาไว้รอการปฏิบัติการร่วมกัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการก้าวข้ามอุปสรรคหรือรอความพร้อมของทั้งสองฝ่ายในการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
จากการลงพื้นที่ล่าสุดที่บ้านท่าเส้น และบ้านชำราก เจ้าหน้าที่ยังคงตรวจพบทุ่นระเบิดชนิดต่างๆ เช่น PMN-2 หรือ POMZ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่า งานของกองทัพเรือไม่ได้มีแค่ตัวเลขสถิติ แต่คือการรักษาชีวิตคนจริงๆ ครับ การพบทุ่นระเบิดเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ภัยเงียบใต้ดินก็ยังคงอยู่ และหน้าที่ของพวกเราคือการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้พื้นที่เหล่านี้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
- ปฏิบัติการเน้นความเป็นมนุษยธรรมเป็นหลัก
- มีการตรวจสอบและเก็บกู้ตามหลักสากลทุกขั้นตอน
- ความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่เป็นกุญแจสำคัญ
ในมุมมองของผม ภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความมั่นคง แต่เป็นเรื่องของโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต หากพื้นที่ชายแดนปราศจากกับระเบิด เราจะเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นอย่างแน่นอน หวังว่าในอนาคตอันใกล้ ฝ่ายไทยและกัมพูชาจะสามารถจับมือกันสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ร่วมให้เป็นผลสำเร็จ เพื่อความสันติสุขของทั้งสองประเทศครับ สุดท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ทำงานอย่างหนักในพื้นที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้
