กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล-ระบบเตือนภัย ผนึก 10 หน่วยงานดันคอนเทนต์ไทยสู่สากล
กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล พร้อมเตรียมหารือระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัลในที่ประชุมครั้งถัดไป ขณะเดียวกันยังเดินหน้าจับมือ 10 หน่วยงานจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และหน่วยงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม
ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยผลการประชุมบอร์ด กสทช. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระสำคัญแล้ว 9 เรื่อง และเตรียมบรรจุประเด็นเร่งด่วนสำหรับการประชุมครั้งหน้า ได้แก่ แผนการดำเนินงาน หรือ Roadmap ของกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล รวมถึงระบบแจ้งเตือนภัย หรือ Early Warning System ผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัล
ประเด็นนี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะโทรทัศน์ดิจิทัลไม่ได้มีบทบาทเพียงการนำเสนอข่าวสารและความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถใช้สื่อสารกับประชาชนในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุม หากระบบดังกล่าวพัฒนาได้เต็มประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในหลายพื้นที่
กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล เดินหน้าระบบเตือนภัยและคอนเทนต์ไทย
ในช่วงบ่าย ศ.ดร.พิรงรอง ยังเข้าร่วมงานเสวนา NBTC Regulators’ Roundtable ในหัวข้อ Capacity Building & State Intervention for Thai Content Industry ซึ่งจัดโดยสำนักงาน กสทช. งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการสร้างระบบนิเวศสื่อที่น่าเชื่อถือ หรือ Trusted Media Ecosystem ซึ่งเป็นหนึ่งในกรอบนโยบายสำคัญด้านกิจการโทรทัศน์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เวทีดังกล่าวรวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล การลงทุน การค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการศึกษาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา depa CEA BOI กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย NIDA และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ การรวมพลังครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า คอนเทนต์ไทยไม่ได้เป็นเพียงงานบันเทิง แต่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ
10 แนวทางยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย
- มองคอนเทนต์เป็นอุตสาหกรรมส่งออก: บทเรียนจากเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในภาพยนตร์และซีรีส์สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูง รัฐจึงควรสนับสนุนคอนเทนต์อย่างต่อเนื่องและมองตลาดต่างประเทศเป็นเป้าหมายหลัก
- เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับเครื่องมือรัฐ: ผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ว่ามีทุนหรือมาตรการสนับสนุนใดให้ใช้ได้ การจัดทำฐานข้อมูลกลางและ One Stop Service จะช่วยลดความยุ่งยากได้มาก
- มีทุนสาธารณะสำหรับคอนเทนต์ที่ตลาดไม่รองรับ: รายการเด็กและสื่อสร้างสรรค์ยังต้องพึ่งพาทุนสนับสนุน เพราะอาจสร้างรายได้ไม่เร็วเท่าคอนเทนต์เชิงพาณิชย์
- เพิ่มการจ้างงานคนไทยจากกองถ่ายต่างชาติ: มาตรการ Cash Rebate ควรออกแบบให้เกิดการใช้บุคลากรไทยจริง ไม่ใช่ดึงดูดเพียงเงินลงทุนหรือสถานที่ถ่ายทำ
- อำนวยความสะดวกในการลงทุน: สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเรื่องสำคัญ แต่กระบวนการขอวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน และการตั้ง Production House ก็ต้องรวดเร็วเช่นกัน
- ต่อยอดซีรีส์วายให้หลากหลาย: ซีรีส์วายไทยมีฐานแฟนต่างประเทศที่แข็งแรง แต่ต้องพัฒนาเนื้อหาใหม่ ๆ เช่น อาหาร ประวัติศาสตร์ และเรื่องย้อนยุค เพื่อรับมือคู่แข่งจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน
- บริหารความเสี่ยงแบบสตาร์ทอัพ: การลงทุนคอนเทนต์มีโอกาสล้มเหลวสูง ผู้สนับสนุนจึงควรเปิดพื้นที่ให้ทดลองหลายรูปแบบ พร้อมปรับกฎเรื่องโฆษณาแฝงให้เหมาะกับยุคดิจิทัล
- ออกแบบนโยบายให้เข้าถึงรายเล็ก: ธุรกิจคอนเทนต์ส่วนใหญ่เป็น SME และมีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก นโยบายจึงต้องไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ
- ใช้ข้อมูลผู้ชมเป็นฐานตัดสินใจ: ผู้ผลิตควรศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่เริ่มจากความชอบของผู้สร้างเพียงฝ่ายเดียว
- ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในแผนชาติ: คอนเทนต์ควรถูกวางให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
สำหรับคนดูทั่วไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจหมายถึงการได้เห็นคอนเทนต์ไทยที่มีคุณภาพและหลากหลายมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจะมีโอกาสเข้าถึงเงินทุน ความรู้ และตลาดต่างประเทศได้ง่ายกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ทำงานต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงจัดเวทีแลกเปลี่ยนแล้วจบลง
มุมมองที่น่าจับตาคือ อุตสาหกรรมคอนเทนต์กำลังเปลี่ยนจากธุรกิจโทรทัศน์แบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผู้ผลิตไทยจึงควรสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่ต่อยอดได้ทั้งซีรีส์ ภาพยนตร์ เกม เพลง สินค้า และการท่องเที่ยว หากภาครัฐช่วยลดอุปสรรคและเอกชนกล้าลงทุนกับไอเดียใหม่ ๆ คอนเทนต์ไทยก็มีโอกาสก้าวสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน
ดังนั้น กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผังรายการหรือเทคโนโลยีการออกอากาศ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการวางระบบสื่อและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้พร้อมรับอนาคต ผู้ประกอบการและคนทำคอนเทนต์ควรติดตามมาตรการใหม่ ๆ และเตรียมพัฒนาผลงานให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ชมไทยและตลาดโลก
