กลาโหมกางหลักฐานกัมพูชาผลิตทุ่นระเบิด-ใช้โล่มนุษย์ ย้ำไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎบัตร UN

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นความขัดแย้งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภายหลังจากที่ กระทรวงกลาโหม โดย พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้ออกมาเปิดเผยหลักฐานพฤติกรรมทางทหารของฝ่ายกัมพูชาที่ขัดแย้งกับกฎหมายสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทุ่นระเบิด และการใช้พลเรือนเป็นโล่ในสถานการณ์ปะทะในพื้นที่ชายแดน

กลาโหมกางหลักฐานกัมพูชาผลิตทุ่นระเบิด-ใช้โล่มนุษย์ ย้ำไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎบัตร UN

ในวันที่ 23 ธันวาคม พล.อ. ณัฐพลได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกจากการตรวจสอบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าพบพฤติกรรม 5 ประเด็นหลักที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาต่อการแก้ปัญหาอย่างสันติ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการเฝ้าระวังจากสาธารณชนและชุมชนระหว่างประเทศ

  • ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา: พบการผลิตและขยายปริมาณทุ่นระเบิดหลังมีข้อตกลงหยุดยิง โดยมีการวางในจุดพิกัดในวันที่ 30 ตุลาคม 68 หลังจากลงนามในกรุงกัวลาลัมเปอร์
  • ใช้อาคารโบราณเป็นฐานรบ: กัมพูชามีการตั้งฐานทางทหารในบริเวณปราสาทตาควาย ปราสาทพระวิหาร และปราสาทคนา
  • ใช้ชุมชนในพื้นที่ยิง: โดยเฉพาะการใช้อาวุธหนัก BM-21 จากพื้นที่ชุมชน เพื่อไม่ให้ไทยสามารถตอบโต้ได้ตามข้อจำกัดของกฎหมายมนุษยธรรม
  • ใช้อาคารพลเรือนเป็นจุดหลบซ่อน: พบการทำคลังอาวุธในบริเวณบ่อนคาสิโนและรังสแกมเมอร์ เป็นจุดยิงสนับสนุนปฏิบัติการ
  • ใช้ชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์: เมื่อเกิดความสูญเสียฝ่ายกัมพูชาจะออกมายืนยันว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายทำร้ายพลเรือนโดยไม่จำเป็น

“ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการชนะโดยไม่ต้องรบมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามความไม่จริงใจจากฝ่ายกัมพูชา เช่น การวางทุ่นระเบิดเพิ่มหลังยอมหยุดยิง ก่อนหน้าถึงแม้จะมีคำประกาศจากรัฐบาลกัมพูชาว่าจะยุติความขัดแย้ง แต่กลับมีการกระตุ้นเพื่อตอกย้ำความน่าเชื่อถือของหน่วยปฏิบัติการทหารก่อนหน้านี้” พล.อ. ณัฐพล อธิบาย

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสำคัญในระดับนโยบายของไทยคือประโยชน์จากหลักสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าประเทศสมาชิกสามารถป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีหรือการล่วงละเมิดจากภายนอกได้

ขณะเดียวกัน พล.อ. ณัฐพล ยังยอมรับว่าในเวทีนานาชาติ ไทยอาจ处于 disadvantage ในแง่ความคิดเห็นสาธารณะ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีเครือข่ายล็อบบี้และนักวิจารณ์ที่วางข่าวประเด็นในทำนองเสียเปรียบฝ่ายไทยว่า “เป็นประเทศใหญ่แกล้งประเทศเล็ก”

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ กระทรวงกลาโหมได้ตั้งศูนย์บรรณาธิการแถลงการณ์พิเศษ ภายใต้กองพลทหารฯที่ 5 เพื่อใช้สื่อในการทำสงครามข้อมูลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคมและเวทีนานาชาติ

การประชุม GBC และบทบาทของจันทบุรี

การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 24 ธันวาคม 68 ที่จังหวัดจันทบุรีถูกมองว่าเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนตัดสินใจเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทาง next step ในการจัดการกับความมั่นคงชายแดน หากการประชุมระดับฝ่ายเลขานุการไม่สามารถเห็นพ้องกันได้ พล.อ. ณัฐพล ยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการลงนามในข้อตกลงใดๆ อย่างเด็ดขาด

จันทบุรีเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการปะทะรุนแรง ต่างจากพื้นที่หน่วยทหารฯ ภาคที่ 1 และ 2 ซึ่งยังมีปัญหาการยิงเข้าใส่ฐานทัพซึ่งกันและกัน การเลือกอย่างรอบคอบช่วยสร้างสนามเจรจาที่ปลอดภัย รับประกันความไว้วางใจจาก delegations ทั้งสองฝ่าย

ทิศทางในอนาคต: การเปิดเผยความจริงไม่เพียงแค่เป็นภารกิจของฝ่ายทหาร แต่มันยังเป็นบทบาทของสื่อและประชาชนในการร่วมตรวจสอบข้อมูล ดังนั้นขอให้สื่อไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในกรณีนี้ ความจริงคือ “อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในวิกฤตสงครามข่าว” และควรเป็นผู้รักษาเสถียรภาพในช่วงเวลาสำคัญนี้

ที่มา – กลาโหมกางหลักฐานกัมพูชาผลิตทุ่นระเบิด-ใช้โล่มนุษย์ ย้ำไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎบัตร UN

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *