กทม. เร่งกู้วิกฤตน้ำท่วมเขตสะพานสูง ‘เคหะธานี 4’ อ่วมหนักน้ำสูงระดับเอวเริ่มเน่าเหม็น เร่งตั้งศูนย์พักพิงรองรับ 300 ชีวิต
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะพื้นที่เขตสะพานสูง ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำท่วมขังต่อเนื่องหลายวัน ล่าสุดกรุงเทพมหานครเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่หมู่บ้านสัมมากรและหมู่บ้านเคหะธานี 4 ให้เร็วที่สุด หลังประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น
กทม. เร่งกู้วิกฤตน้ำท่วมเขตสะพานสูง ‘เคหะธานี 4’ อ่วมหนักน้ำสูงระดับเอวเริ่มเน่าเหม็น เร่งตั้งศูนย์พักพิงรองรับ 300 ชีวิต
เมื่อวันที่ 30 กันยายน วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยมธุรส เบนท์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตสะพานสูง ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณคลองใกล้หมู่บ้านสัมมากรและหมู่บ้านเคหะธานี 4 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเร่งผลักดันน้ำออกจากชุมชนและลดผลกระทบต่อประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ
แม้เจ้าหน้าที่จะระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่การระบายน้ำยังทำได้อย่างจำกัด เนื่องจากคลองแสนแสบมีปริมาณน้ำเกือบเต็มความจุ ทำให้น้ำจากชุมชนไม่สามารถไหลลงคลองได้ตามปกติ ประกอบกับพื้นที่หลายจุดมีลักษณะเป็นแอ่งและมีตรอกซอยจำนวนมาก จึงเกิดน้ำท่วมขังเป็นเวลานานกว่าปกติ
เคหะธานี 4 จุดวิกฤต น้ำสูงถึงระดับเอว
จุดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือหมู่บ้านเคหะธานี 4 หรือบริเวณซอยมิสทีน ถนนราษฎร์พัฒนา โดยเฉพาะซอย 44 ซึ่งมีน้ำท่วมขังต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 4-5 ระดับน้ำบางจุดสูงถึงเอว ทำให้รถยนต์จำนวนมากที่จอดอยู่ริมถนนและบริเวณลานจอดรถได้รับความเสียหาย เจ้าของรถบางรายยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินของตนเองได้ เนื่องจากกระแสน้ำและสภาพเส้นทางไม่ปลอดภัย
นอกจากความเสียหายด้านทรัพย์สินแล้ว น้ำที่นิ่งเป็นเวลานานยังเริ่มส่งกลิ่นเหม็นและมีความเสี่ยงด้านสุขอนามัย ประชาชนในซอยลึกหลายครอบครัวแจ้งว่ายังขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และอุปกรณ์จำเป็นสำหรับดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะยารักษาอาการน้ำกัดเท้า ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยเมื่อจำเป็นต้องเดินลุยน้ำเป็นเวลานาน
การเข้าถึงพื้นที่ด้านในยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ เพราะเรือช่วยเหลือไม่สามารถเข้าไปได้ครบทุกซอย เจ้าหน้าที่จึงต้องปรับแผนการขนส่งสิ่งของและอพยพประชาชนเป็นระยะ พร้อมเร่งสำรวจบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อจัดลำดับความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับความเร่งด่วน
ตั้งศูนย์พักพิงรองรับประชาชนกว่า 300 คน
เบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดตั้งศูนย์อพยพชั่วคราวที่โรงเรียนสามแยกคลองหลอแหล เพื่อรองรับประชาชนจากเคหะธานี 4 และเคหะร่มเกล้า ขณะนี้มีผู้ประสบภัยเข้าพักพิงแล้วกว่า 300 คน ศูนย์ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ไม่สามารถพักอาศัยอยู่ในบ้านได้ รวมถึงเป็นจุดประสานงานด้านอาหาร น้ำดื่ม ยา และการเดินทางกลับเข้าไปตรวจสอบบ้าน
- กลุ่มที่ควรได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน: ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว
- สิ่งของจำเป็น: อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยาสามัญ ยารักษาน้ำกัดเท้า อุปกรณ์ทำความสะอาด และไฟฉาย
- การเดินทาง: ควรติดตามประกาศจากสำนักงานเขตและหลีกเลี่ยงการขับรถเข้าเขตน้ำท่วม
หมู่บ้านสัมมากรยังมีน้ำท่วมในซอยย่อย
สำหรับหมู่บ้านสัมมากร ถนนรามคำแหง 110 ระดับน้ำบนถนนสายหลักหน้าหมู่บ้านลดลงจนบางช่วงแห้งแล้ว แต่ซอยย่อยด้านในยังมีน้ำสูงประมาณระดับหัวเข่า เนื่องจากระบบระบายน้ำทำงานเต็มกำลังและยังไม่สามารถระบายน้ำออกได้ทัน สำนักงานเขตสะพานสูงจึงจัดเจ้าหน้าที่พร้อมรถรับ-ส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าออกหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ถนนราษฎร์พัฒนา หรือซอยมิสทีน ตลอดสาย รวมถึงซอย 5 ซอย 19 และซอย 25 ยังคงมีน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 55-80 เซนติเมตร เจ้าหน้าที่ประกาศเตือนห้ามรถเล็กสัญจรผ่านโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายและเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ประชาชนควรเลือกใช้เส้นทางอื่น และติดตามข้อมูลระดับน้ำจากแหล่งข่าวของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด
เหตุการณ์กทม. เร่งกู้วิกฤตน้ำท่วมเขตสะพานสูง ‘เคหะธานี 4’ อ่วมหนักน้ำสูงระดับเอวเริ่มเน่าเหม็น เร่งตั้งศูนย์พักพิงรองรับ 300 ชีวิต สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองจำเป็นต้องทำทั้งระยะสั้นและระยะยาว นอกจากการเพิ่มเครื่องสูบน้ำแล้ว ยังต้องวางแผนปรับปรุงคลอง ระบบระบายน้ำ และการแจ้งเตือนภัยให้เข้าถึงชุมชนได้รวดเร็วขึ้น
ในช่วงนี้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ควรยกของขึ้นที่สูง ปิดสวิตช์ไฟในบริเวณที่น้ำท่วม และไม่เดินลุยน้ำหากไม่จำเป็น หากพบผู้ป่วยหรือกลุ่มเปราะบางที่ต้องการอพยพ ควรแจ้งสำนักงานเขตหรือหน่วยงานฉุกเฉินทันที การช่วยกันแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องและไม่เผยแพร่ข่าวลือจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขอให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างเป็นทางการและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
