Neon กู้ชีพหนังชีวิต Sam Altman หลัง Amazon โบกมือลา
เชื่อว่าหลายคนต้องเริ่มคุ้นหูกับชื่อของ Sam Altman ซีอีโอคนดังจาก OpenAI กันมาบ้างแล้ว ล่าสุดมีข่าววงการภาพยนตร์ที่น่าตื่นเต้นมาก เมื่อค่ายหนังอินดี้ชื่อดังอย่าง Neon ตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นฮีโร่รับช่วงต่อในการจัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่อง Artificial ซึ่งเป็นหนังที่ตีแผ่ชีวิตของตัวพ่อแห่งวงการ AI หลังจากที่ Amazon MGM ได้ตัดสินใจถอนตัวออกไปอย่างน่าประหลาดใจ
Neon กู้ชีพหนังชีวิต Sam Altman หลัง Amazon โบกมือลา
เหตุการณ์การเปลี่ยนมือครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะเดิมที Amazon MGM เป็นผู้ดูแล แต่กลับประกาศถอนตัวโดยให้เหตุผลแบบอ้อมๆ ว่าหนังเรื่องนี้คงจะได้บ้านหลังใหม่ที่เหมาะสมกว่า การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสว่าตัวหนังอาจจะถ่ายทอดภาพลักษณ์ของ Sam Altman และคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Elon Musk ออกมาในแง่มุมที่แสบสันจนเกินไป ซึ่งแน่นอนว่าค่ายหนังอิสระอย่าง Neon ที่เคยพาหนังสัญชาติเกาหลีอย่าง Parasite กวาดรางวัลออสการ์มาแล้ว ย่อมมีความกล้าที่จะพาหนังที่มีเนื้อหาดุเดือดแบบนี้ไปให้ถึงฝั่งฝันอย่างแน่นอน
เบื้องหลังการกลับมาของภาพยนตร์เรื่อง Artificial
สำหรับโปรเจกต์ Neon กู้ชีพหนังชีวิต Sam Altman หลัง Amazon โบกมือลา ครั้งนี้ไม่ได้มีดีแค่เนื้อหาที่ล่อแหลม แต่ยังรวมเอาทัพนักแสดงและผู้กำกับฝีมือฉกาจไว้มากมาย:
- Andrew Garfield: รับบทเป็น Sam Altman
- Ike Barinholtz: รับบทเป็น Elon Musk
- Monica Barbaro: รับบทเป็น Mira Murati
- Yura Borisov: รับบทเป็น Ilya Sutskever
โดยมีพ่อมดแห่งวงการหนังอย่าง Luca Guadagnino ผู้กำกับจาก Call Me by Your Name และ Challengers มากุมบังเหียนในฐานะผู้กำกับ นอกจากนี้ บทภาพยนตร์ยังเขียนโดย Simon Rich ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความตลกร้าย เชื่อได้เลยว่าเราจะได้เห็นไดนามิกที่ดุเดือดระหว่าง Altman และ Musk ในแบบที่คาดไม่ถึง
หนังเรื่องนี้จะโฟกัสไปที่ช่วงเวลา 4 วันสุดระทึกในปี 2023 ที่ Sam Altman ถูกไล่ออกและจ้างกลับเข้ามาเป็นซีอีโอ OpenAI อีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกเทคโนโลยีต้องหยุดหายใจ การที่ค่ายหนังอย่าง Neon ตัดสินใจหยิบโปรเจกต์นี้มาทำ ทั้งที่ค่ายใหญ่อย่าง Netflix หรือ A24 ปฏิเสธไปนั้น ถือว่าเป็นการเดิมพันที่น่าจับตามองมาก เพราะนอกจากจะท้าทายเรื่องกระแสสังคมแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำว่า Neon คือค่ายหนังที่เน้นคุณภาพและเนื้อหาที่ทรงพลังเหนือสิ่งอื่นใด
ส่วนตัวผมมองว่าการที่ค่ายหนังอินดี้มาทำหนังเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลในโลกเทคโนโลยีแบบนี้ มันสะท้อนให้เห็นว่าความจริงที่เจ็บปวดอาจจะเหมาะกับแพลตฟอร์มที่กล้าพอก็ได้ครับ ใครที่เป็นแฟนหนังแนวเสียดสีสังคมและติดตามความล้ำของโลก AI ต้องรอชมเรื่องนี้ให้ได้เลยครับ งานนี้รับรองว่ามีดราม่าให้ลุ้นกันยาวๆ แน่นอน!
