MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังร้อนแรงในแวดวงการเมืองและกฎหมายทะเลกันหน่อยนะครับ หัวข้อที่เราจะพูดถึงคือ MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย ปัญหาเขตแดนในอ่าวไทยระหว่างไทย-กัมพูชาเนี่ย มันซับซ้อนเหมือนพล็อตหนังแอคชั่นเลยล่ะ มีทั้งประวัติศาสตร์ กฎหมายสากล และการแย่งชิงทรัพยากรน้ำมันก๊าซ ผมในฐานะคนที่ติดตามเรื่องนี้มานาน จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ เหมือนเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง แต่มีข้อมูลเชิงลึกแบบ expert ด้วยนะ

หลายสิบปีมาแล้ว ไทยกับกัมพูชาพยายามแก้ปัญหานี้ผ่าน MOU 44 หรือบันทึกความเข้าใจปี 2544 ที่ตั้งใจจะแบ่งเขตไหล่ทวีปและทำ Joint Development Area (JDA) แต่เอาเข้าจริง มันมีจุดอ่อนเยอะ โดยเฉพาะการยอมรับเส้นเขตแดนที่ไม่ตรงหลักกฎหมายสากล ถ้าเทียบกับ UNCLOS หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล 1982 แล้ว UNCLOS แข็งแกร่งกว่าเยอะ เพราะมีคำตัดสินจากศาลโลก (ICJ) และศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) รองรับ เหมือนกับคดี North Sea Continental Shelf ปี 1969 ที่เน้น ‘หลักการที่เท่าเทียมและเป็นธรรม’

ประเด็นสำคัญ

  • ข้อจำกัดของ MOU 44 เทียบกับความแข็งแกร่งของ UNCLOS
  • ปัจจัย “เกาะกูด” และหลักการเส้นมัธยะ
  • การพิจารณาบริบททางภูมิศาสตร์: การมีส่วนร่วมของเวียดนาม
  • ข้อได้เปรียบของ “หลักการที่เป็นธรรม”

ข้อจำกัดของ MOU 44 เทียบกับความแข็งแกร่งของ UNCLOS

MOU 44 ดีตรงที่ช่วยให้两国เดินหน้าคุยกันได้ แต่ปัญหาคือมันยอมรับ JDA โดยใช้เส้นเขตจากคำอ้างของกัมพูชาปี 1970s ที่ไม่ fair กับไทยเลย ถ้าเราใช้ UNCLOS มาตรา 74 และ 83 จะได้เส้นมัธยะ (equidistance) ที่ปรับตามสถานการณ์จริง ช่วยไทยได้มากกว่า เพราะภูมิศาสตร์ไทยเอื้ออ่ะครับ

ปัจจัย “เกาะกูด” และหลักการเส้นมัธยะ

เกาะกูดของเรานี่แหละคือไพ่เด็ด! UNCLOS มาตรา 121 ให้สิทธิเกาะมี EEZ และ continental shelf เต็มตัว เส้นอ้างของกัมพูชาตัดกลางเกาะกูดซะงั้น ไม่ได้! คำตัดสิน ICJ ในคดี Nicaragua v. Colombia (2012) ชัดเจนว่าเกาะสำคัญห้าม enclaved ถ้าลากเส้นมัธยะจากเกาะกูด เส้นจะขยับไปทางกัมพูชา ไทยได้เปรียบชัดๆ สนธิสัญญา 1907 ของกัมพูชาเอาไม่อยู่หลักระยะทางของ UNCLOS

การพิจารณาบริบททางภูมิศาสตร์ในภาพรวม: การมีส่วนร่วมของเวียดนาม

อ่าวไทยไม่ใช่แค่ไทย-กัมพูชานะ มีเวียดนามด้วย เป็น triple point เลย MOU 44 ทวิภาคีผูกเวียดนามไม่ได้ ถ้าใช้ UNCLOS จะ fair กว่า เพราะคำนึง proportionality ของแนวชายฝั่งไทยยาวกว่า แถมในอ่าวกึ่งปิดแบบนี้ ICJ ในคดี Bangladesh/Myanmar (2012) ปรับเส้นให้ไม่ตัดช่องทางออกทะเล ไทยไม่โดนบีบแน่นอน ยังช่วยดึงดูดนักลงทุนน้ำมัน tech พลังงาน เพราะชัดเจนทางกฎหมาย เหมือน blockchain ที่ต้อง transparent

MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย

มาถึงหัวใจเลยครับ MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย คือการเปลี่ยนจาก deal ชั่วคราวไปสู่กรอบสากล คดี North Sea บอก equity ไม่ใช่ equality เสมอไป ไทยมีชายฝั่งยาวกว่า ต้องได้สัดส่วน ถ้าแบ่งครึ่งๆ ไทยเสียหาย ITLOS ใช้ 3-stage approach: ลากเส้นชั่วคราว ปรับด้วยเกาะกูด ทดสอบ proportionality ไทยชนะแน่

สรุปนะครับ การยึด UNCLOS ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่เป็นทางสร้างสันติภาพยั่งยืนในอ่าวไทย ร่วมกับกัมพูชาและเวียดนาม ในยุคที่ tech พลังงานทะเลมาแรง ไทยควร push เรื่องนี้ให้ชัด เพื่อนักลงทุนและชาติ ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลนำหลักนี้ไปใช้ จะเป็น trend ที่ดีมาก ลองติดตามดูนะครับ แล้วคุณคิดยังไง คอมเมนต์บอกกัน!

ที่มา – MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *