FCC แต่งตั้งผู้ตรวจสอบความเอนเอียงเพื่อควบคุม CBS ไม่ให้ต่อต้านทรัมป์
FCC แต่งตั้งผู้ตรวจสอบความเอนเอียงเพื่อควบคุม CBS ไม่ให้ต่อต้านทรัมป์
เหตุการณ์ที่ดูเหมือนมาจากโลกอนาคต แต่กลับเกิดขึ้นจริงเมื่อ Federal Communications Commission (FCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหรัฐฯ อนุมัติข้อตกลงควบรวมกิจการระหว่าง Paramount และ Skydance มูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเงื่อนไขพิเศษที่เรียกร้องให้ CBS ซึ่งเป็นเครือข่ายโทรทัศน์ชื่อดัง มี “ผู้ตรวจสอบความเอนเอียง” หรือที่เรียกว่า ombudsman เพื่อตรวจสอบว่าเนื้อหารายการของช่องไม่มีพฤติกรรมไม่เป็นกลางทางการเมือง โดยผู้ตรวจสอบรายนี้จะรายงานโดยตรงถึงประธานาธิบดี หรือก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ในกรณีนี้
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันทางการเมือง
การแต่งตั้งผู้ตรวจสอบความเอนเอียงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์สื่อมวลชนสหรัฐฯ ซึ่งเคยยึดหลักเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกเป็นหัวใจสำคัญ แต่ในยุคที่ FCC ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลทรัมป์ การแทรกแซงเนื้อหาสื่อกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำเสนออย่างเปิดเผย
เบรนแดน คาร์ร กรรมการ FCC กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า CBS ได้ให้คำมั่นว่าจะ “ยุติแนวทาง DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) ที่สร้างความแตกแยก” — ซึ่งเป็นภาษาที่ทรัมป์ใช้บ่อยในการโจมตีนโยบายความหลากหลาย — และจะหันมาเน้น “การรายงานข่าวเชิงข้อเท็จจริง” มากขึ้น
ในรายการ Newsmax คาร์รยังพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “CBS จะต้องมีผู้ตรวจสอบความเอนเอียงเป็นเวลา 2 ปี” และผู้ตรวจสอบนี้จะ “รายงานตรงถึงประธานาธิบดี” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่าเป็นการละเมิดหลักการของรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง
FCC แต่งตั้งผู้ตรวจสอบความเอนเอียงเพื่อควบคุม CBS ไม่ให้ต่อต้านทรัมป์ คือจุดเปลี่ยนของสื่ออิสระหรือไม่?
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การที่หน่วยงานกำกับดูแลสื่อตั้ง “กรรมการติดตามความเอนเอียง” เพื่อควบคุมเครือข่ายโทรทัศน์ขนาดใหญ่อย่าง CBS นั้น ยังเหลือพื้นที่ของความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อเหลืออยู่หรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อผู้ตรวจสอบรายงานตรงถึงผู้นำประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่เคยถูกมองว่าขัดต่อ มาตราแรกของรัฐธรรมนูญ ที่คุ้มครองเสรีภาพสื่อ
เหตุการณ์นี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อ Paramount (เจ้าของ CBS) ยอมจ่าย 16 ล้านดอลลาร์เพื่อปิดคดีที่ทรัมป์ฟ้อง CBS จากการสัมภาษณ์คามาลา แฮร์ริส โดยอ้างว่าถูกตัดต่ออย่างไม่เป็นธรรม — ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเห็นตรงกันว่าเป็นคดีฟ้องร้องที่ไร้เหตุผล แต่กลับจบลงด้วยการจ่ายเงินปิดเรื่อง
- การปลด Stephen Colbert จากรายการของ CBS หลังจากเขาวิจารณ์การจ่ายเงินให้ทรัมป์ว่าเป็น “สินบนก้อนใหญ่”
- การเปลี่ยนแนวคิดของ 60 Minutes ให้เน้น “ข้อเท็จจริง” มากขึ้น ซึ่งแท้จริงอาจหมายถึงการลดการตั้งคำถามกับอำนาจ
- ความเงียบของ FCC ต่อข้อกล่าวหาเรื่อง quid pro quo (การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์)
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า FCC แต่งตั้งผู้ตรวจสอบความเอนเอียงเพื่อควบคุม CBS ไม่ให้ต่อต้านทรัมป์ ไม่ใช่เพียงนโยบายทางสื่อ แต่เป็นเครื่องมือในการควบคุมเสียงสะท้อนทางสังคม
แม้คาร์รจะพยายามบอกว่านี่คือ “การปรับตัวของธุรกิจ” แต่การที่เขาพูดโดยไม่ตอบคำถามเรื่องจริยธรรมและเสรีภาพสื่อ กลับแสดงให้เห็นว่า FCC อาจกลายเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลความสอดคล้องทางการเมืองมากกว่าการดูแลความโปร่งใสของอากาศในคลื่นความถี่
คำถามที่ควรตั้งคือ: เมื่อสื่อหลัก (mainstream media) ต้องรายงานงานให้กับประธานาธิบดีโดยตรง สื่อจะยังกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์อำนาจได้หรือไม่?
คำตอบอาจอยู่ในรายการข่าวที่ออกอากาศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากทุกเสียงวิจารณ์ถูกลงโทษด้วยการปลด หรือถูกควบคุมด้วย “ผู้ตรวจสอบความเอนเอียง” — นั่นอาจไม่ใช่การ “ฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของสื่อ” แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคข่าวสารแบบเผด็จการผ่านกฎหมาย
สำหรับผู้บริโภคสื่อ ควรตั้งสติ รับข้อมูลจากหลายแหล่ง และจับตาให้ดี เพราะอนาคตของข่าวสารอาจไม่ใช่ “ความจริง” แต่คือ “สิ่งที่ประธานาธิบดีต้องการให้คุณเชื่อ”