Digitalization กับก้าวใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย เมื่อพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ความมั่นคงจึงต้องมากขึ้น

ในยุคที่ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นกระแสใหญ่ที่ไม่อาจหยุดย้อนกลับได้ ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ ลม หรือทรัพยากรสะอาดอื่น ๆ ล้วนเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยประเทศลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และก้าวไปสู่ความยั่งยืน

แต่ปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังคือ ธรรมชาติของพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้ไม่สม่ำเสมอ เช่น ดวงอาทิตย์ไม่ส่องแสงตลอด 24 ชั่วโมง และลมก็ไม่พัดสม่ำเสมอ ทำให้ระบบไฟฟ้าต้องรับมือกับปริมาณพลังงานที่ขึ้นลงตลอดเวลา

Digitalization กับก้าวใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย เมื่อพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ความมั่นคงจึงต้องมากขึ้น

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ หากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น จะกระทบกับค่าไฟหรือความมั่นคงของระบบไฟฟ้าหรือไม่? และจะเกิดไฟดับบ่อยขึ้นหรือเปล่า?

คำตอบอยู่ที่คำว่า “Digitalization” เพราะการนำข้อมูลดิจิทัล เทคโนโลยี AI และระบบอัจฉริยะเข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ถือเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมความผันผวน ให้พลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง

ความท้าทายที่ไม่พูดถึงไม่ได้: ระบบไฟฟ้าต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ ได้กำหนดเป้าหมายให้สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมีส่วนแบ่งถึง 50% ของระบบภายในปี 2040 ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญ แต่ก็ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถรับมือกับพลังงานที่มีความไม่แน่นอนสูงได้

Digitization เป็นกระจกที่สะท้อนพลังงานในอนาคต

Digitization หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ในระบบไฟฟ้า ไม่ใช่แค่การทำให้ทันสมัย แต่เป็นการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าให้เติบโตไปพร้อมกับพลังงานสะอาดอย่างปลอดภัย

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. กล่าวว่า “ข้อมูลพลังงานไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสินทรัพย์ของชาติ การนำข้อมูลมาใช้อย่างมีระบบและมีกฎเกณฑ์ คือการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้า”

REFC: สมองกลของระบบไฟฟ้าไทย

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของ Digitalization คือ ศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REFC) ซึ่งจัดตั้งโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

REFC ใช้เทคโนโลยี AI ผสมกับข้อมูลจากแหล่งผลิตพลังงานต่าง ๆ เช่น โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ลม และ even Solar Rooftop ทั่วประเทศ เพื่อพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าล่วงหน้าได้ทั้ง 10 วัน และปรับปรุงตัวเลขได้ทุก 6 ชั่วโมง

ประโยชน์จริงที่ทุกคนได้รับ

การใช้ Digitalization และ AI ผ่าน REFC ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของวิศวกรเท่านั้น แต่ส่งผลให้ทุกคนในสังคมได้เปรียบเปรย:

  • ลดความเสี่ยงไฟดับ: แม้พลังงานหมุนเวียนจะขึ้นลง สัญญาณจาก REFC ก็ช่วยระบบควบคุมไฟฟ้าแห่งชาติ (NCC) ปรับกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าอื่นให้สมดุล
  • ลดต้นทุนโครงสร้าง: แทนที่จะต้องลงทุนซื้อแบตเตอรี่anuts ราคาแพง ดิจิทัลพยากรณ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรเดิม
  • รองรับพลังงานสะอาดได้มากกว่า: ระบบพร้อมรับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนกว่า 8,000 เมกะวัตต์ในอนาคต

ความร่วมมือจากรัฐและเอกชนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

เพื่อให้ประเทศไทยมุ่งไปถึงเป้าหมาย Net Zero อย่างมั่นคง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เร่งวางกฎเกณฑ์และแนวทางใหม่ ๆ ที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนร่วมส่งข้อมูลให้กับศูนย์พยากรณ์

การพัฒนาระบบเชิงมาตรฐานเช่นนี้ ช่วยให้ระบบไฟฟ้าไทยสามารถรองรับพลังงานสะอาดได้มากขึ้นโดยไม่กระทบโครงสร้างพื้นฐาน และลดความเสี่ยงในระดับประเทศ

ดังนั้นหากคุณกำลังสงสัยว่า ทำไมประเทศไทยถึงต้อง ‘เติบโต’ ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ขณะเดียวกันก้าวไปกับพลังงานสะอาด การเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองจุดนี้คือคำตอบ

เพราะการใช้ Digitalization ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางรากฐานแข็งแรงสู่โลกที่ “เขียว – มั่นคง – ยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม หากคุณมีความสนใจในพลังงานสะอาด หรืออยากเข้าใจผลกระทบเชิงลึกในเรื่องนี้ เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารจาก กกพ. และรายงานจาก กฟผ. เพื่อที่คุณจะได้ไม่ตกข่าว จากการเปลี่ยนครั้งใหญ่ของระบบไฟฟ้าไทย

อย่าลืม เชื่อมต่อกับพลังงานอนาคต ก่อนใคร!

ที่มา – Digitalization กับก้าวใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย เมื่อพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ความมั่นคงจึงต้องมากขึ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *