ผู้เขียน: lalika69_admin

ทรัมป์ต้องการกลับมาอยู่ในสถานะที่ดีกับเอลอน มัสก์อีกครั้งหรือไม่?

ความสัมพันธ์ระหว่างอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมหาเศรษฐีเทคโนโลยีอย่างเอลอน มัสก์ นับวันยิ่งน่าจับตามอง เรื่องราวของ “ทรัมป์ต้องการกลับมาอยู่ในสถานะที่ดีกับเอลอน มัสก์อีกครั้งหรือไม่?” กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองและเทคโนโลยี หลังจากทั้งสองเคยร่วมมือกันก่อนการเลือกตั้งปี 2024 เพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ทรัมป์ต้องการกลับมาอยู่ในสถานะที่ดีกับเอลอน มัสก์อีกครั้งหรือไม่?

ช่วงต้นปี ทรัมป์ต้องการเงินจากมัสก์เพื่อช่วยซื้อเสียงผ่านแคมเปญแจก 1 ล้านดอลลาร์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในขณะที่มัสก์เองก็หวังว่าทรัมป์จะช่วยลดบทบาทของรัฐบาลกลาง เพื่อให้บริษัทของเขา เช่น SpaceX, Tesla และ DOGE (แผนกประสิทธิภาพภาครัฐ ที่มัสก์เคยมีส่วนร่วม) ได้ทำงานโดยไม่ถูกรบกวน

แต่เมื่อมัสก์ประกาศถอนตัวจาก DOGE อย่างดุเดือดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เริ่มสั่นคลอน พวกเขาผลัดกันวิจารณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยทรัมป์เคยกล่าวหาว่ามัสก์กำลังเป็น “โรคคลั่งทรัมป์” ขณะที่มัสก์ก็ตอบโต้ด้วยการเปิดโปงว่าชื่อทรัมป์มีอยู่ในแฟ้มคดีเอพสตีน

ความขัดแย้งที่มาพร้อมการปรองดอง!

ความตึงเครียดบานปลายเมื่อทรัมป์ประกาศใน Truth Social ว่าเขากำลังพิจารณาตัดเงินอุดหนุนและยกเลิกสัญญาของมัสก์กับรัฐบาล ซึ่งอาจทำลายธุรกิจของบริษัทอย่าง SpaceX โดยเฉพาะสัญญากับ NASA, Space Force และกองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม รายงานจาก Wall Street Journal ชี้ว่าสัญญาเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ จึงไม่ง่ายนักที่จะยกเลิก

ตอบโต้ทันควัน มัสก์โพสต์ขู่ว่าจะปลดระเบิดคลื่นลูกใหญ่ และประกาศว่า SpaceX จะเริ่มปลดระวางานยาน Dragon ทันที แต่หลังจากนั้นเขาก็ถอยกลับอย่างเงียบๆ ซึ่งมีข่าวลือว่าเขาอาจคุยกับไวน์น ชอตเวลล์ ซีโอโอของ SpaceX ที่มีความสัมพันธ์ดีกับ NASA มากกว่าตัวมัสก์เอง

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังคงเหมือนละครที่สลับบทรัก-สนิท-ทะเลาะ-คืนดีทุกไม่กี่วัน และประเด็นที่ใครๆ ก็สงสัยคือ ทรัมป์ต้องการกลับมาอยู่ในสถานะที่ดีกับเอลอน มัสก์อีกครั้งหรือไม่?

  • ทรัมป์กล่าวใน Truth Social ว่า “ผมต้องการให้เอลอน และธุรกิจทั้งหมดในประเทศนี้ ประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!”
  • มัสก์กำลังตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อ “America Party” เพื่อท้าทายอำนาจของทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน
  • ทั้งสองยังคงพึ่งพาซึ่งกันและกัน แม้จะแสดงท่าทีขัดแย้งในสาธารณะ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าทั้งคู่จะแสดงท่าทีขัดแย้งกันแค่ไหน แต่ความจริงก็คือต่างฝ่ายต่างต้องการกัน ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์ที่ต้องการฐานสนับสนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและคนรุ่นใหม่ หรือมัสก์ที่ต้องการนโยบายรัฐที่เอื้อต่อธุรกิจของเขา

คำถามว่า “ทรัมป์ต้องการกลับมาอยู่ในสถานะที่ดีกับเอลอน มัสก์อีกครั้งหรือไม่?” อาจมีคำตอบเดียว นั่นคือ “ใช่” — เพราะในโลกแห่งอำนาจและการเมือง การมีศัตรูที่เคยเป็นพันธมิตร อาจอันตรายกว่าการมีพันธมิตรที่เคยขัดแย้งกัน

บทสรุป: ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และมัสก์อาจไม่ใช่เรื่องของความรัก แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ร่วม เร็วหรือช้า พวกเขาจะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง เพราะในเกมใหญ่นี้ ไม่มีที่ว่างสำหรับความรู้สึก หากคุณติดตามข่าวสารวงการเทคโนโลยีและการเมือง ควรจับตาคู่พันธมิตร-ศัตรูคู่นี้ไว้ให้ดี!

ทุกสิ่งที่คุณต้องลองใน macOS 26 และ iPadOS 26 เวอร์ชันเบต้า

ถ้าคุณกำลังติดตามข่าวเทคโนโลยีในช่วงนี้ คงจะคุ้นเคยกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ดีไซน์ใหม่แบบ Liquid Glass ของแอปเปิลไปแล้ว แต่ถึงแม้จะมีเสียงบ่นบ้าง ตอนนี้ iOS 26, iPadOS 26 และ macOS 26 ก็เปิดให้เข้าร่วมโปรแกรม Public Beta แล้ว และมีหลายสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยทีเดียว คุณสามารถสมัครเข้าร่วมได้ผ่าน เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ แต่ควรระลึกไว้เสมอว่าซอฟต์แวร์เบต้านั้นมักมีข้อบกพร่อง ดังนั้นควรสำรองข้อมูลสำคัญก่อนจะเริ่มใช้นะครับ

ทุกสิ่งที่คุณต้องลองใน macOS 26 และ iPadOS 26 เวอร์ชันเบต้า

เราได้ใช้เวลาทดสอบทั้ง macOS 26 และ iPadOS 26 มาแล้ว ถ้าคุณยังลังเลว่าควรอัปเดตหรือไม่ บทความนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และบางอย่างที่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา

ดีไซน์ Liquid Glass ดูดีขึ้น แต่ยังขัดใจใครหลายคน

แม้ดีไซน์ใหม่จะยังคงถกเถียงกันอยู่ แต่ผมกลับชอบ Liquid Glass ในเวอร์ชัน Mac เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อแอปที่ไม่ได้ใช้กลายเป็นโปร่งแสงขณะสลับหน้าต่าง ช่วยให้โฟกัสกับงานที่ทำได้ดีขึ้น จุดเล็กๆ เช่น ปุ่ม Play บน Apple Music ก็ยังเข้าถึงง่าย และแถบเมนูที่เคยเป็นสีเทาเข้มก็หายไปแล้ว อะไรแบบนี้ก็ดีเลย

Launchpad เปลี่ยนไปมากจนเสี่ยงทำแฟนพันธุ์แท้ไม่พอใจ

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ Launchpad ที่ไม่แสดงแอปทั้งหมดในโหมดเต็มจออีกต่อไป แต่กลายเป็นหน้าต่างเล็กคล้าย iPhone แทน แถมยังแสดงแอปจาก iPhone ที่ซิงค์กันไว้ ซึ่งเปิดผ่านฟีเจอร์การมิเรอร์หน้าจอกันได้ หรือแม้แต่รับสายโทรจาก Mac โดยใช้แอป โทรศัพท์ ใหม่ ซึ่งก็ดูทันสมัยดี แต่ผู้ใช้ Mac ตัวยงที่เคยจัดโฟลเดอร์แอปอย่างเป็นระเบียบอาจรู้สึกเสียดาย เพราะสิ่งเหล่านั้นหายไปหมด ยังดีที่มีวิธี กู้คืนหน้าตาเดิม ได้ชั่วคราวผ่าน Terminal

iPadOS 26 พัฒนาเรื่องมัลติทาสก์ได้ยิ่งใหญ่สุด

หากเปรียบเทียบกันแล้ว macOS 26 อาจดูเพียงอัปเดตแนวนุ่มนวล แต่ iPadOS 26 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ iPad ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่ง Split View หรือ Stage Manager อีกต่อไป เพราะคุณสามารถเปิดแอปหลายตัวพร้อมกันในหน้าต่างที่ปรับขนาดได้ และยังลากแอปลงมุมจอได้เลย หน้าต่างจะปรับขนาดให้อัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังมีปุ่มปรับจัดเรียงที่ด้านบนของหน้าต่าง ช่วยให้วางแอปแบบเรียงซ้าย ขวา บน หรือกลางจอได้ง่ายขึ้น

ถึงกระนั้น เพื่อความจริงใจ iPad ก็ยังไม่ใช่ MacBook แบบ 100% แม้โปรเจกต์ความเป็นไปได้จะใกล้เคียงขึ้นก็ตาม แอปที่ออกแบบมาเพื่อแท็บเล็ตอย่าง Pages หรือ GoodNotes ยังทำงานได้ดีกว่า Google Docs ที่เอาจริงๆ ใช้บน iPad แล้วยังอึดอัดอยู่ และถึงแม้ iPad Pro และ iPad Air จะรองรับ Magic Keyboard แบบมีปุ่ม Function เต็มรูปแบบแล้ว การเลือกข้อความในบางแอปก็ยังทำได้ไม่ลื่นเท่าที่ควร

นอกจากนี้ ถึงจะเปิดใช้งานหลายแอปได้ แต่ไม่มีระบบ Smart Tiling อัตโนมัติเหมือน Windows หรือ macOS แถมเมื่อมีแอปเปิดอยู่ จะไม่สามารถแตะไอคอนแอปอื่นได้ทันที ต้องปัดขึ้นจากล่างก่อน แต่ก็ช่วยให้เห็นทุกแอปที่เปิดอยู่เหมือน iPhone และรองรับเมนูบาร์เต็มรูปแบบผ่านการปัดลงจากกลางจอ

Apple Intelligence กลับมา! พร้อมสรุปการแจ้งเตือนด้วย AI

ถึงแม้ Apple Intelligence จะเคย สร้างข่าวฮาๆ จนต้องถูกปิดไปเมื่อเดือนมกราคม แต่ตอนนี้มันกลับมาแล้วในเวอร์ชันเบต้า โดยผู้ใช้สามารถเลือกเปิดการแจ้งเตือนแบบสรุปจากข่าว ข้อความ หรืออีเมล พร้อมหมายเหตุชัดเจนว่า “สร้างโดย Apple Intelligence” คาดว่าผลลัพธ์จะแม่นยำขึ้น แต่ต้องรอพิสูจน์เองนะครับ

นอกจากนี้ iOS 26 ยังเพิ่มฟีเจอร์รับมือเบอร์แปลก เช่น กันสแปมเบอร์ที่ไม่รู้จักโดยอัตโนมัติ และให้เลือกปิดเสียงการแจ้งเตือนจากผู้ไม่รู้จักได้ด้วย ขณะที่ macOS เองก็ปรับปรุง Spotlight ให้ส่งข้อความหรืออีเมลโดยไม่ต้องเปิดแอปเดิม

ด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ เหล่านี้ ทำให้ ทุกสิ่งที่คุณต้องลองใน macOS 26 และ iPadOS 26 เวอร์ชันเบต้า ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเริ่มแสดงทิศทางที่แอปเปิลต้องการให้ระบบนิเวศน์ของตนทำงานร่วมกันได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าคุณใช้ทั้ง iPhone, iPad และ Mac การอัปเดตครั้งนี้อาจเปลี่ยนวิธีใช้งานคุณไปเลยก็เป็นได้

สรุป: ถึงแม้ macOS 26 และ iPadOS 26 เวอร์ชันเบต้ายังมีจุดที่ต้องปรับปรุง แต่โดยรวมแล้วนับเป็นก้าวสำคัญ โดยเฉพาะ iPadOS ที่เริ่มก้าวข้ามขีดจำกัดของแท็บเล็ต หากคุณชอบลองของใหม่และใช้ผลิตภัณฑ์แอปเปิลเป็นชีวิตจิตใจ ลองเข้าร่วมเบต้าเพื่อสัมผัสประสบการณ์ก่อนใครได้เลย — แต่อย่าลืมสำรองข้อมูลก่อนนะ!

คินเดิลสีเดียวของอเมซอนลดราคาแล้ว มีรุ่นเด็กโดยเฉพาะด้วย!

ถ้าคุณกำลังมองหาอีรีดเดอร์สักเครื่องที่ใช้อ่านหนังสือได้สบายตาและยังมีสีสันบ้าง ต้องฟังทางนี้! คินเดิลสีเดียวของอเมซอนลดราคาแล้ว โดยล่าสุด Amazon ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ของ Kindle Colorsoft ที่มาพร้อมราคาที่เอื้อมถึงง่ายขึ้น แถมยังมีรุ่นพิเศษสำหรับเด็กออกมาด้วย

คินเดิลสีเดียวของอเมซอนลดราคาแล้ว กับรุ่น 16GB

ก่อนอื่น มาดูรุ่นผู้ใหญ่กันก่อน รุ่นใหม่นี้ยังคงเป็น Kindle Colorsoft รุ่นแรกของอเมซอนที่มีจอแสดงผลสี แต่ถูกปรับลดความจุลงเหลือเพียง 16GB แทน 32GB ของรุ่นแรก ส่งผลให้ราคาเปิดตัวอยู่ที่ $250 (ประมาณ 9,080 บาท) ลดลงจาก $280 หรือประมาณ 1,090 บาทเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน

แม้จะลดความจุลง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว 16GB ก็น่าจะเพียงพอต่อการเก็บหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลายพันเล่มอยู่ดี แถมยังได้ของแถมเป็นสมาชิก Kindle Unlimited ฟรี 3 เดือน ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มใช้ หรืออยากลองอ่านหนังสือหลากหลายแนว

ทำไมคุณควรสนใจ คินเดิลสีเดียวของอเมซอนลดราคาแล้ว?

อย่างที่รู้กัน อุปกรณ์อ่านหนังสือที่มีหน้าจอแบบอินค์เลย์น (e-Ink) จะสบายตาเวลาอ่านนาน ๆ แต่ก่อนหน้านี้จอจะเป็นขาวดำเท่านั้น ส่วน Kindle Colorsoft คือก้าวสำคัญ เพราะเป็นรุ่นแรกที่มีจอสี ทำให้คุณสามารถอ่านการ์ตูน, นิตยสาร หรือตำราเรียนที่ต้องการสีได้อย่างไม่ปวดตา

สิ่งที่ควรรู้คือ หน้าจอสีนี้ยังไม่เหมาะกับการดูวิดีโอ หรือภาพเคลื่อนไหว เพราะยังคงเป็นจอแบบสถิตย์ (non-backlit animation) แต่ถ้าคุณอ่านหนังสือที่มีภาพประกอบสี อย่างหนังสือเด็ก หนังสือนิทาน หรือสื่อการเรียนรู้ รุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์มาก

รุ่นเด็กมาแล้ว! Kindle Colorsoft Kids พร้อมระบบควบคุมผู้ปกครอง

และนี่คือข่าวใหญ่อีกข้อคือ Amazon เปิดตัว Kindle Colorsoft for Kids รุ่นแรกที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับเด็ก ตัวเครื่องมาพร้อมฝาครอบลายการ์ตูนน่ารัก พร้อมการรับประกันยาว 2 ปี — ซึ่งต่างจากรุ่นทั่วไปที่รับประกันแค่ 1 ปี เท่านั้น

ฟีเจอร์เด่นของรุ่นเด็ก ได้แก่:

  • แอปเสริมความรู้ เช่น Vocabulary Builder และ Word Wise ที่จะช่วยแปลคำยากด้วยคำอธิบายง่าย ๆ
  • การตั้งค่าผู้ปกครอง (Parental Controls) เพื่อควบคุมเนื้อหาที่เด็กสามารถเข้าถึงได้
  • ตั้งเวลาหมดอายุการใช้งาน (bedtime mode) ไม่ให้อ่านดึกเกินไป
  • ศูนย์ติดตามกิจกรรมการอ่าน ให้พ่อแม่เห็นว่าลูกอ่านอะไรไปบ้าง

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเป็นรุ่นสำหรับเด็ก แต่ราคาอยู่ที่ $269.99 (ประมาณ 9,790 บาท) สูงกว่ารุ่นผู้ใหญ่ที่เพิ่งลดราคา และใช้ความจุเท่ากันที่ 16GB ซึ่งบ่งบอกว่า Amazon เน้นให้คุณพ่อคุณแม่เห็นคุณค่าของการพัฒนาทักษะการอ่านของลูก

ถ้าคุณมีลูกในวัยอ่านหนังสือ และต้องการหาอุปกรณ์ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานง่าย และส่งเสริมการเรียนรู้ คินเดิลสีเดียวของอเมซอนลดราคาแล้ว โดยเฉพาะเวอร์ชันเด็ก ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อสังเกตสุดท้าย: แม้จะดูเหมือนเป็นการลดสเป็กเพื่อลดราคา แต่การเปิดตัวรุ่นความจุน้อยลงคือกลยุทธ์อัจฉริยะของ Amazon — ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องจ่ายเกินความจำเป็น แต่ยังได้ประสบการณ์อ่านหนังสือสีที่เหนือกว่าปกติ รวมถึงการลงทุนในรุ่นเด็ก สะท้อนเทรนด์ใหม่ คือ ‘Edutainment’ (การเรียนรู้แบบบันเทิง) ที่ผู้ปกครองเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น

ถ้าคุณสนใจ รุ่นใหม่นี้พร้อมให้สั่งซื้อแล้ววันนี้ ทั้งรุ่นผู้ใหญ่และรุ่นเด็ก — ลองพิจารณาดูว่า คุณต้องการใช้อ่านอะไรเป็นหลัก และอย่าลืมใช้สิทธิ์ Kindle Unlimited ฟรี 3 เดือนให้คุ้มด้วย!

โรคมะเร็งกินกระดูกหายาก ทำลายแขน-ขาชายวัย 55 ปี

เรื่องราวของมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังส่วนปลายของร่างกายอาจฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่กรณีของชายคนหนึ่งในออสเตรเลียกลับกลายเป็นหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าตกใจ เมื่อ โรคมะเร็งกินกระดูกหายาก ได้แทนที่กระดูกของนิ้วมือและนิ้วเท้าของเขาจนเกือบหมด มันเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้เพียง 0.1% ในผู้ป่วยที่มะเร็งแพร่ไปยังกระดูก ซึ่งทำให้กรณีนี้กลายเป็นที่พูดถึงทั้งในวงการแพทย์และสื่อต่างประเทศ

โรคมะเร็งกินกระดูกหายาก ทำลายกระดูกนิ้วชายคนหนึ่ง

ชายอายุ 55 ปีรายนี้มาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดบวมที่นิ้วกลางขวาและนิ้วหัวแม่เท้าขวาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เขาไม่เคยคิดว่าอาการเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะเชื่อมโยงกับมะเร็งปอดระยะลุกลามก่อนหน้า แต่ผลเอกซเรย์กลับช็อกทีมแพทย์ เมื่อพบว่าก้อนเนื้อร้ายได้ แทนที่กระดูกปลายมือและปลายเท้า อย่างสมบูรณ์ โดยไม่เหลือโครงกระดูกเดิมเลย

ภาวะนี้เรียกว่า Acrometastases หรือการกระจายของเซลล์มะเร็งไปยังบริเวณที่อยู่ไกลจากแกนกลางร่างกาย เช่น มือและเท้า แม้จะหายาก แต่มักพบร่วมกับมะเร็งปอด มะเร็งทางเดินอาหาร และมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้ชาย

ภัยแฝงที่มาพร้อมกับอาการคล้ายโรคเกาต์

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การวินิจฉัยล่าช้าคือ อาการเริ่มต้นของ โรคมะเร็งกินกระดูกหายาก มักเลียนแบบโรคเรื้อรังทั่วไป เช่น เกาต์ หรือการติดเชื้อกระดูก (osteomyelitis) สังเกตได้จากอาการบวม แข็ง และเจ็บเวลากด แต่เมื่อทำภาพถ่ายรังสีแล้ว ก็จะเห็นความผิดปกติชัดเจนทันที

  • พบก้อนมะเร็งในกระดูกปลายมือและปลายเท้า
  • ไม่มีโครงสร้างกระดูกเดิมหลงเหลือ
  • มีแผลเปิดใต้เล็บนิ้วหัวแม่เท้า
  • ร่วมกับประวัติมะเร็งปอดเซลล์แบน (squamous-cell lung cancer)

เนื่องจากภาวะนี้มักเป็นสัญญาณของมะเร็งระยะลุกลามสุดขั้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทางการแพทย์จึงมักเน้นการบรรเทาอาการ เช่น การใช้รังสีเชิงประคับประคอง (palliative radiotherapy) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมแพทย์เลือกใช้ในรายนี้

น่าเศร้าที่ผู้ป่วยเสียชีวิตภายใน 3 สัปดาห์ จากภาวะ hypercalcemia ดื้อต่อการรักษา หรือภาวะแคลเซียมในเลือดสูงอันตราย ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย

ความหวังในยุคเทคโนโลยีชีวการแพทย์

อย่างไรก็ตาม กรณีเช่นนี้ช่วยเตือนเราว่า การตรวจสอบสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติมะเร็ง คือกุญแจสำคัญ การพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัย เช่น AI ช่วยวิเคราะห์รูปภาพรังสี หรือการตรวจ DNA จากเลือด (liquid biopsy) อาจช่วยให้ตรวจพบ โรคมะเร็งกินกระดูกหายาก ได้เร็วกว่าเดิมในอนาคต

ถึงแม้เรื่องนี้อาจฟังดูห่างไกล แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ร่างกายของเราตอบสนองต่อโรคร้ายได้ในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง สิ่งที่ดีที่สุดคืออย่ามองข้ามอาการเล็กๆ น้อยๆ และหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

คุณดูแลสุขภาพของคุณหรือยัง? อย่ารอให้อาการหนัก เริ่มต้นวันนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป

การจัดแสดง ‘Doctor Who’ ที่ Comic-Con เปิดให้แฟน ๆ ได้สัมผัส ‘หอจดหมายเหตุลับของยูนิต’

สำหรับแฟน ๆ Doctor Who ที่กำลังเดินอยู่ใกล้กับศูนย์ประชุมซานดิเอโก (San Diego Convention Center) อาจสังเกตเห็นเครื่องหมายอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่อาจละสายตาได้นั่นคือ TARDIS ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าสถานที่จัดงาน ซึ่งเป็นตัวช่วยบอกทางไปยังประสบการณ์จัดแสดงพิเศษที่เรียกว่า ‘หอจดหมายเหตุลับของยูนิต’ หรือ ‘Black Archive’ — สถานที่อันชวนตื่นเต้นที่รวบรวมของสะสมล้ำค่าจากเหตุการณ์สำคัญของจักรวาล Doctor Who ที่ยืมชื่อมาจากตอนพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปีอย่าง The Day of the Doctor

หอจดหมายเหตุลับของยูนิต: ประตูสู่อดีตและอนาคตของ Doctor Who

แม้ว่าอนาคตของ Doctor Who ในยุคใหม่จะยังคงเต็มไปด้วยคำถาม — แม้แต่ตัวตนของ Doctor คนต่อไป ก็ยังไม่แน่นอน — แต่แฟน ๆ ก็ยังได้รับของขวัญจากปัจจุบันและอดีตของซีรีส์ผ่านประสบการณ์เชิงโต้ตอบที่งาน San Diego Comic-Con 2024 แห่งนี้

ภายใน หอจดหมายเหตุลับของยูนิต ผู้เข้าชมจะได้รับบัตรรับรองความลับสุดยอดโดยเหล่า ‘หน่วยงานยูนิต’ ที่มาในเครื่องแบบและคาแรกเตอร์แบบเต็มตัว พาเข้าไปสู่ห้องจัดแสดงที่มีหมอกลึกลับลอยคลุ้ง พร้อมกับของสะสมนานาชนิดที่มีแท็กเขียนด้วยลายมือ ให้ความรู้สึกเหมือนได้เข้าถึงคลังข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ‘ไข่ที่มีเกล็ด’ ที่มีป้ายกำกับว่า ‘2025’ ซึ่งหลายคนคาดการณ์ว่า อาจเป็นนัยถึงซีรีส์สปินออฟตัวใหม่ The War Between the Land and the Sea — นับเป็น ‘ไข่อีสเตอร์’ (Easter egg) ที่มีชีวิตชีวาในตัวมันเอง!

สำรวจตำนานและใบหน้าใหม่ในหอจดหมายเหตุลับของยูนิต

ของใน หอจดหมายเหตุลับของยูนิต ไม่ได้มีแค่ของเก่าย้อนยุคเท่านั้น ยังมีสิ่งของที่เชื่อมโยงกับช่วงเวลาอันน่าประทับใจของ Ncuti Gatwa ในบท Doctor คนที่สิบห้า อาทิ ถ้วยกาแฟสีเหลืองจากฉากสุดท้ายที่เปลี่ยนมิติของความจริง, เทปภาพยนตร์จากตัวละครลึกลับอย่าง ‘Mr. Ring-a-Ding’, และเอกสาร Time Hotel รวมถึงประกาศนียบัตรดาราศาสตร์ของ ‘Belinda Chandra’ ที่กลายเป็นที่พูดถึงในหมู่แฟน ๆ อย่างมาก

สิ่งที่น่ารักเสมอสำหรับแฟนพันธุ์แท้คือ การเตือนว่า ‘Doctor คนที่สิบสอง เกลียดลูกแพร์!’ — รายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนความใส่ใจในโลกของ Doctor Who อย่างแท้จริง

ในช่วงเย็นของวันที่ 24–26 กรกฎาคม (เวลา 18:00–20:00 น.) ผู้เข้าชมสามารถมีส่วนร่วมในภารกิจลับ! โดยต้องตามล่าหาเบาะแสที่ซุกซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของนิทรรศการ ภารกิจเปลี่ยนไปทุกคืน และหากติดขัด เจ้าหน้าที่ยูนิตก็พร้อมช่วยแนะนำอย่างเป็นกันเอง

สำหรับผู้ที่มาในช่วงวันธรรมดา สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 24–27 กรกฎาคม ที่ Harbor Club ในย่าน Gaslamp District (100 E. Harbor Dr.) ทุกวัน 10:00–20:00 น. (ยกเว้นวันที่ 27 จะปิดตอน 17:00 น.) ทั้งยังมีพื้นที่ขายของที่ระลึกอย่างเป็นทางการผ่านร้าน BBC Shop ผู้ที่อยู่ไกลก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาเสริมออนไลน์ได้ที่ UNIT HQ อีกด้วย

สุดท้าย หากคุณยังตื่นเต้นไม่พอ อย่าลืมแวะ Comic-Con Museum ที่ Balboa Park ซึ่งจัดนิทรรศการ ‘Doctor Who: Worlds of Wonder’ ที่มีชุดคอสตูม พรอพจริงจากฉาก และการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับนิยายที่ทำได้น่าทึ่ง

เมื่อ Doctor Who ยังคงเติบโตทั้งในจอและนอกจอ นิทรรศการอย่าง หอจดหมายเหตุลับของยูนิต จึงไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองอดีต แต่คือการเชื้อเชิญให้แฟน ๆ ก้าวเข้าไปมีบทบาทในจักรวาลที่ยังเต็มไปด้วยความลับรอให้คุณไขปริศนา — ใครจะไปรู้ คุณอาจเป็นคนถัดไปที่ได้รับใบเรียกตัวจาก Doctor ก็ได้!

กูเกิลปรับเกมรับมือคู่แข่งด้วยปัญญาประดิษฐ์: ยุคใหม่แห่งการค้นหาสิ่งต่าง ๆ ทางออนไลน์

กว่า 20 ปีที่วลีว่า “กูเกิลกันเถอะ” กลายเป็นคำตอบสุดท้ายของทุกคำถามในโลกออนไลน์ แต่ตอนนี้ ความโดดเด่นของกูเกิลกำลังถูกท้าทายจากเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์รูปแบบใหม่ เช่น ChatGPT จาก OpenAI หรือ Perplexity เจ้าเล็กแต่แรง ที่เปลี่ยนวิธีค้นหาข้อมูลจากเดิมที่ต้องคลิกผ่านลิงก์ต่อๆ กัน มาเป็นคำตอบแบบสนทนาที่ทันใจ

หลายฝ่ายมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของกูเกิล แต่ล่าสุด เซอร์ดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอของกูเกิล ออกมาปฏิเสธด้วยข้อมูลใหม่ที่น่าทึ่งว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่หลายคนมองเป็นภัยคุกคาม กลับกลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่ที่ทำให้บริการค้นหามีความแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

กูเกิลปรับเกมรับมือคู่แข่งด้วยปัญญาประดิษฐ์

พิชัยย้ำในงานประกาศผลประกอบการของบริษัทว่า AI ไม่ได้ทำให้ผู้คนใช้งานกูเกิลน้อยลง แต่กลับกระตุ้นให้พวกเขากล้าตั้งคำถามใหม่ๆ สำรวจข้อมูลลึกขึ้น และใช้บริการบ่อยขึ้น

“เรามองเห็นว่า AI กำลังเปิดกว้างให้คนค้นหาและเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบใหม่ ที่เราไม่เคยนึกมาก่อน ว่าจะสามารถถามกูเกิลได้ขนาดนี้” พิชัยกล่าว และระบุว่า ปริมาณคำถามโดยรวมทั้งที่เป็นการค้นหาทั่วไปและเชิงพาณิชย์ยังเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ข้อมูลชี้ชัด: คุณสมบัติ AI ใหม่ของกูเกิล ช่วยเพิ่มยอดการค้นหาได้มากกว่า 10% ทั่วโลกในประเภทของการค้นหาที่เปิดใช้งานฟีเจอร์เหล่านี้ แปลว่า AI ไม่ได้แบ่งเค้กแค่ใหม่ แต่กำลังทำให้ ‘เค้ก’ โตขึ้นด้วย

กลยุทธ์ 2 ทางเพื่อทุกกลุ่มผู้ใช้งาน

กูเกิลไม่เพียงแค่ปรับตัว แต่กำลังสร้างระบบนิเวศใหม่ของตัวเอง ด้วยยุทธศาสตร์ 2 ข้อหลัก:

  • AI Overviews: สรุปคำตอบโดย AI ที่โผล่ขึ้นมาด้านบนของผลการค้นหา ตอนนี้ใช้งานแล้วกับผู้ใช้กว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกในกว่า 200 ประเทศ เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความเร็วและง่าย
  • AI Mode: โหมดการค้นหาแบบสนทนาเต็มรูปแบบ สำหรับคำถามที่ซับซ้อน ตอนนี้มีผู้ใช้ประจำกว่า 100 ล้านคนในสหรัฐฯ และอินเดีย เครื่องมือนี้เป็นการต่อกรโดยตรงกับข้อได้เปรียบของ ChatGPT และ Perplexity

ที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ใช้งานที่ตอบสนองดีที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการค้นหาแบบมัลติมอร์ฟิก เช่น ใช้ Google Lens หรือ Circle to Search เพื่อถามด้วยรูปภาพ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในกลุ่มวัยรุ่น

กูเกิลกำลังเคาะประตูคนรุ่นใหม่ที่โตมาพร้อมภาพ เสียง และบทสนทนาแทนข้อความ และทำให้แน่ใจว่าจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ตัวเลขพูดความจริง: รายได้โต 12%

ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ การเติบโตของรายได้จากการค้นหากว่า 5.419 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน ทั้งที่หลายคนเคยกังวลว่า AI จะฆ่าห่านทองคำของกูเกิล

ไม่เพียงแต่ผู้ใช้ชอบ นักโฆษณาเองก็พบผลลัพธ์ที่ดีกับแคมเปญที่ใช้ AI ใหม่ๆ อย่าง AI Max ที่รายงานว่าเพิ่มอัตราการแปลงได้เฉลี่ยถึง 14%

นี่คือหลักฐานชัดว่า การค้นหาแบบ AI ไม่ใช่แค่น่าสนใจ แต่ยังทำเงินได้มากกว่าเดิม

ในเมื่อทุกคนพูดว่า “กูเกิลปรับเกมรับมือคู่แข่งด้วยปัญญาประดิษฐ์” ควรยอมรับว่า นี่ไม่ใช่แค่การตอบโต้ แต่คือการก้าวขึ้นนำหน้าอีกครั้งของยักษ์ใหญ่ที่ไม่ยอมหยุดพัฒนา

บทสรุป: กูเกิลไม่ได้กำลังจะตาย เพราะแกร่งพอจะเปลี่ยนภัยคุกคามให้กลายเป็นโอกาส ผลงานของ AI Overviews และ AI Mode แสดงให้เห็นว่ากูเกิลยังคงเป็นประตูหลักสู่ข้อมูลในยุคดิจิทัล หากคุณเป็นนักการตลาด นักพัฒนา หรือแม้แต่ผู้บริโภคทั่วไป ควรเฝ้าจับตาคอนเซปต์ใหม่เหล่านี้ เพราะนี่คือหน้าตาของการค้นหาในอนาคต

งาน Comic-Con ปล่อยภาพแรกจาก ‘Ahsoka ซีซัน 2’ อย่างเป็นทางการ!

แฟน ๆ Star Wars ที่ติดตามซีรีส์ Ahsoka ต้องตื่นเต้นแน่นอน เพราะงาน San Diego Comic-Con ได้ให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับเราแล้ว: การเปิดตัวภาพแรกอย่างเป็นทางการจาก Ahsoka ซีซัน 2 ที่กำลังอยู่ระหว่างการผลิต! ภาพดังกล่าวไม่ใช่แค่เผยภาพลักษณ์ใหม่ แต่ยังยืนยันการกลับมาของตัวละครสำคัญที่แฟน ๆ รอคอยมานาน — Ezra Bridger ที่รับบทโดย Eman Esfandi ผู้ส่งต่อความรู้สึกเดิมจากซีรีส์ Star Wars Rebels อย่างสมบูรณ์แบบ

Ahsoka ซีซัน 2 เปิดภาพแรกอย่างเป็นทางการที่ Comic-Con

ภายในบูธ Lucasfilm Pavilion ที่งาน San Diego Comic-Con หนึ่งในภาพนิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือภาพของ Ezra Bridger ในเครื่องแต่งกายใหม่ ยิ้มอย่างมีชัยชนะ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ภาพโปรโมตทั่วไป แต่เป็นเครื่องหมายยืนยันว่า Ezra จะมีบทบาทสำคัญใน Ahsoka ซีซัน 2 อย่างแน่นอน

นี่ถือเป็นการปูทางที่ลงตัวอย่างยิ่ง เพราะซีซันแรกของ Ahsoka เต็มไปด้วยการตามหา Ezra หลังจากเขาหายตัวไปสู่อีกจักรวาล ที่โลก Peridea ในตอนจบของ Star Wars Rebels การกลับมาของเขาในซีซันที่แล้ว ผ่านช่วงเวลาที่เขาร่วมงานกับ Hera Syndulla อีกครั้ง ทำให้แฟน ๆ ได้เห็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งและตื้นตันใจ

ทำไม Ezra Bridger ถึงสำคัญต่อ Ahsoka ซีซัน 2?

คำถามหลายอย่างยังคงค้างคาหลังซีซันแรก: Ezra กลับมาอย่างไร? เขายังมีพลังเจไดอยู่หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด — เขาจะช่วยสังหาร Grand Admiral Thrawn ได้อย่างไร?

แม้ภาพเดียวจะไม่ได้ให้คำตอบทั้งหมด แต่มันบ่งบอกชัดเจนว่า Ezra จะไม่ใช่เพียงตัวประกอบ แต่เป็น หัวใจหลักของแผนการต่อต้าน อย่างชัดเจน การที่เขาเคยเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Rebels และมีบทบาทในการโค่นล้ม Darth Vader และจักรพรรดิ Palpatine มาแล้ว ทำให้เขามีประสบการณ์และความกล้าหาญที่จำเป็น

นอกจากนี้ ภาพเครื่องแต่งกายใหม่ของ Ezra ยังดูมีความเป็นนักรบเจไดมากขึ้น — ไม่ใช่แค่นักเดินทางหรือผู้หลบหนีอีกต่อไป แต่เป็นผู้นำ

อย่างไรก็ตาม แฟน ๆ ต้องอดทนรอ เพราะ Ahsoka ซีซัน 2 ยังอยู่ระหว่างการผลิต และตามกำหนดการที่คาดการณ์ไว้ ซีรีส์อาจไม่ออกอากาศจนถึงปลายปี 2026 อย่างเร็วที่สุด

  • คาดว่าตัวอย่างแรกจะปล่อยในช่วงปี 2025
  • ซีซัน 2 จะเชื่อมโยงกับ The Mandalorian & Grogu และ Tales of the Jedi อย่างลึกซึ้ง
  • การกลับมาของ Thrawn อาจทำให้โครงสร้างของ Galaxy Far, Far Away เปลี่ยนไป

หากดูจากน้ำหนักของเนื้อเรื่องและความสนใจที่ Lucasfilm ให้กับตัวละครนี้ การกลับมาของ Ezra ใน Ahsoka ซีซัน 2 ไม่ใช่แค่เรื่อง сентิเมนตัล แต่เป็นก้าวสำคัญใน ยุคใหม่ของ Star Wars ที่เน้นการเชื่อมต่อระหว่างอนิเมชันกับไลฟ์แอ็กชันอย่างกลมกลืน

เราอาจยังไม่มีตัวอย่างหรือวันฉายที่แน่นอน แต่ภาพแรกนี้ก็พอจะทำให้เราตื่นเต้นและมั่นใจได้ว่าการรอคอยที่แสนยาวนานจะคุ้มค่าแน่นอน

ติดตามให้ดี เพราะ Star Wars กำลังจะเขียนบทใหม่ — และ Ezra Bridger คือคนที่จะช่วยเขียนมัน

เจฟฟ์ เบซอส กำลังสนใจซื้อ CNBC หรือไม่? เมื่อเศรษฐีเทคเข้าซื้อสื่อใหญ่

เมื่อเหล่ามหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีเริ่มขยับเข้าสู่แวดวงสื่อข่าว คำถามใหญ่ที่หลายคนเริ่มตั้งคือ ใครจะควบคุมข้อมูลที่เราเห็นทุกวัน? ล่าสุด เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง Amazon ถูกอ้างอิงจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่ากำลังพิจารณาซื้อเครือข่ายข่าวการเงินอย่าง CNBC ซึ่งหากเป็นจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของเบซอสในการขยายจักรวรรดิสื่อของเขา

เจฟฟ์ เบซอส กำลังสนใจซื้อ CNBC หรือไม่?

รายงานจาก New York Post ระบุว่า การเข้าซื้อ CNBC อาจ “สอดคล้องกับผลประโยชน์ของเขา” และแหล่งข่าวอ้างว่าเครือข่ายนี้จะยังคงเป็น “เสียงกลางที่เป็นกลาง” แม้อยู่ภายใต้การดูแลของเบซอส ทั้งนี้ CNBC จะถูกแยกออกจากบริษัทแม่อย่าง Comcast เพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ชื่อ Versant ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นภายในสิ้นปี 2025 พร้อมกับช่องอื่นๆ เช่น MSNBC, SYFY, Golf Channel, USA Network และ E!

อย่างไรก็ตาม The Daily Beast รายงานว่าแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเบซอสยืนยันว่าเขา ไม่ได้พิจารณาเสนอราคาซื้อ CNBC แต่ก็ไม่มีคำชี้แจงเพิ่มเติมจากตัวเบซอสเอง ทำให้ยังคงมีข้อสงสัยและความไม่แน่นอนอยู่

เบซอสกับแนวโน้มการเปลี่ยนทิศทางสื่อ

หากย้อนดูพฤติกรรมของเบซอสหลังซื้อ The Washington Post ในปี 2013 ด้วยราคา 250 ล้านดอลลาร์ เขาเริ่มต้นด้วยการไม่ยุ่งกับนโยบายบรรณาธิการ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปก่อนการเลือกตั้งปี 2024 เมื่อทีมบรรณาธิการวางแผนจะสนับสนุนคามาลา แฮร์ริส ผู้แทนจากพรรคเดโมแครต

เบซอสกลับยับยั้งการให้การสนับสนุนทางการเมืองนั้นอย่างชัดแจ้ง และเริ่มปรับทีมคอลัมนิสต์โดยเน้นให้เหลือแค่ผู้ที่เห็นพ้องกับแนวคิด “ตลาดเสรีและเสรีภาพส่วนบุคคล” ทำให้บุคคลเห็นต่าง เช่น Jonathan Capehart, Dave Jorgenson และ Philip Bump ต้องทยอยลาออก

ผลลัพธ์คือ The Washington Post สูญเสียผู้ติดตามกว่า 250,000 คนในสัปดาห์เดียว ตามการรายงานของ NPR และตามมาอีก 75,000 คนเมื่อเบซอสประกาศเปลี่ยนทิศทางนโยบายความคิดเห็นของหนังสือพิมพ์

เครือข่ายสื่อกับอำนาจของเศรษฐี

ไม่ใช่แค่ CNBC ที่มีข่าวลือว่าเบซอสสนใจ แต่ยังรวมถึง Condé Nast เจ้าของนิตยสารดังอย่าง Vogue และ Wired โดยมีความเป็นไปได้ที่เขาอาจแยกเอาแค่ Vogue ไว้ให้ภรรยาคนใหม่ หลอเรน ซานเชซ ซึ่งเขาเพิ่งแต่งงานกันที่เวนิส อิตาลี

ภาพรวมแสดงให้เห็นว่า เจฟฟ์ เบซอส กำลังสนใจซื้อ CNBC อาจไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุน แต่เป็นการขยายอิทธิพลในพื้นที่ข้อมูลที่ช่วงชิงความคิดเห็นของสังคมได้โดยตรง ยิ่งเขาเข้าใกล้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งการเข้าร่วมพิธีเข้ารับตำแหน่ง และการพบปะที่ทำเนียบขาวล่าสุด ก็ยิ่งทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเขาอยู่ข้างไหน

ณ จุดนี้ ยังคงเป็นเพียง ข่าวลือ แต่ประวัติของเบซอสสอนเราว่าข่าวลือบางครั้งก็กลายเป็นความจริง

  • การครอบครองสื่อโดยมหาเศรษฐีอาจเปลี่ยนทิศทางข่าวสาร
  • CNBC อาจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หากเบซอสเข้าซื้อ
  • ความไว้วางใจในสื่อกำลังถูกทดสอบจากอิทธิพลของภาคเอกชน

เจฟฟ์ เบซอส กำลังสนใจซื้อ CNBC หรือไม่? คำตอบอาจยังไม่มีวันนี้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ การที่คนเพียงไม่กี่คนควบคุมสื่อที่เรารับรู้ทุกวัน คือภัยเงียบที่เราทุกคนควรจับตามอง อย่าปล่อยให้ข้อมูลถูกปรับแต่งตามอุดมการณ์ของผู้มีอำนาจ คนดูควรตั้งคำถามเสมอ ไม่ว่าข่าวจะมาจากช่องไหน

อูเบอร์เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ เรียกรถกับ ‘คนขับหญิง’ ง่ายขึ้นในสหรัฐอเมริกา

ใครที่เคยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเวลาโดยสารกับคนขับที่ไม่ใช่ผู้หญิง ฟีเจอร์ใหม่จากอูเบอร์น่าจะตอบโจทย์มาก โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงในสหรัฐอเมริกาที่ตอนนี้จะสามารถเรียกรถกับ คนขับหญิง ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม หลังบริษัทประกาศขยายฟีเจอร์ยอดนิยมที่เคยใช้ในหลายประเทศทั่วโลกมาสู่ตลาดสหรัฐเป็นครั้งแรก

อูเบอร์เปิดให้ผู้โดยสารหญิงขอ ‘คนขับหญิง’ ได้แล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ อูเบอร์ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ให้ผู้ใช้งานหญิงสามารถเลือกว่าต้องการโดยสารกับคนขับหญิงเท่านั้น หรือจะเลือกเฉพาะคนขับหญิงที่ให้บริการ เช่นเดียวกัน คนขับหญิงก็สามารถตั้งค่าเพื่อรับคำขอจากผู้โดยสารหญิงก่อนได้เช่นกัน

คามิล เออร์วิง รองประธานฝ่ายปฏิบัติการของอูเบอร์ในสหรัฐฯ และแคนาดา กล่าวว่า “ผู้ใช้และคนขับหญิงหลายคนในสหรัฐฯ บอกเราว่าอยากได้ตัวเลือกในการเดินทางที่ปลอดภัยและสบายใจมากขึ้น การได้เดินทางกับผู้หญิงด้วยกันคือหนึ่งในแนวทางที่พวกเขาต้องการ” ซึ่งอูเบอร์ก็ได้ยินเสียงนั้นและพร้อมเดินหน้าเติมเต็มคุณลักษณะนี้

ฟีเจอร์ ‘คนขับหญิง’ ใช้งานอย่างไร?

ฟีเจอร์ คนขับหญิง จะเริ่มทดสอบเบื้องต้นใน 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ ลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก และดีทรอยต์ ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเวลาจองรถ ผู้ใช้งานหญิงจะเห็นตัวเลือกใหม่ในแอปอย่าง “คนขับหญิง” ซึ่งระบบจะพยายามจับคู่กับผู้ขับที่เป็นหญิง หากไม่มีคนขับหญิงว่างในพื้นที่ หรือต้องรอวนานเกินไป ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเป็นตัวเลือกทั่วไปเพื่อความรวดเร็วได้

นอกจากนี้ ยังสามารถจองล่วงหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้คนขับหญิง หรือตั้งค่าความชอบในโปรไฟล์ให้ระบบพยายามจับคู่กับคนขับหญิงให้บ่อยที่สุด (แต่ไม่รับประกัน 100%) ขณะเดียวกัน คนขับหญิงเองก็สามารถเลือกให้รับงานจากผู้โดยสารหญิงเท่านั้นได้ผ่านตัวเลือก “ต้องการผู้โดยสารหญิง” และสามารถปิดได้ทุกเมื่อ

อูเบอร์ให้เหตุผลว่า การออกแบบฟีเจอร์นี้ต้องอาศัยการวางระบบอย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันคนขับส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ชาย ดังนั้นบริษัทต้องหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของผู้ใช้กับความสามารถในการให้บริการจริง

อย่างไรก็ตาม อูเบอร์ไม่ใช่รายแรกที่เปิดตัวฟีเจอร์ลักษณะนี้ เมื่อปี 2023 ลิฟต์ (Lyft) ได้ทดลองนำร่องฟีเจอร์เช่นเดียวกัน สำหรับผู้โดยสารหญิงและผู้ขับที่ไม่ใช่ไบนารีแล้ว ซึ่งถือว่าอูเบอร์เข้าสู่สนามนี้ช้ากว่า

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวเคยเริ่มต้นครั้งแรกในประเทศซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2019 หลังผู้หญิงได้รับสิทธิ์ขับรถตามกฎหมาย และได้รับการตอบรับดีมากจนขยายไปกว่า 40 ประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เม็กซิโก แคนาดา เยอรมนี และอินเดีย

อย่างไรก็ตาม อูเบอร์เคยเผชิญกับแรงกดดันและคดีความหลายครั้งเกี่ยวกับความปลอดภัย โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศในช่วงปี 2021-2022 ที่มีรายงานถึง 2,717 กรณีในสหรัฐฯ ตามรายงานความปลอดภัยของบริษัทเอง การเปิดตัวฟีเจอร์นี้จึงอาจถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์ม

โดยรวมแล้ว การมีตัวเลือกในการเดินทางที่ตรงกับความสะดวกสบายของแต่ละบุคคล ถือเป็นก้าวสำคัญของบริการเรียกรถ อย่างน้อยก็เปิดทางให้ผู้หญิงที่รู้สึกไม่ปลอดภัยสามารถควบคุมประสบการณ์การเดินทางได้มากขึ้น

คำแนะนำ: ถ้าคุณเป็นผู้ใช้งานอูเบอร์ที่กังวลเรื่องความปลอดภัย ลองปรับตั้งค่าความชอบในแอปตั้งแต่วันนี้ และคอยติดตามว่าฟีเจอร์ คนขับหญิง จะพร้อมใช้ในเมืองคุณเมื่อไหร่ ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ อาจให้ความอุ่นใจได้มากกว่าที่คิด