ผู้เขียน: lalika69_admin

ฮิคารุ Utada ร่วม Chainsaw Man เดอะมูฟวี่

ทีเซอร์เพลงโดยทั่วไปมักจะไม่สร้างกระแส แต่เมื่อมันเชื่อมโยงกับการเปิดตัวในโรงภาพยนตร์ที่ทุกคนรอคอยอย่าง Mappa’s Chainsaw Man – The Movie: Reze Arc แน่นอนว่ามันอาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับเกียรติจากเสียงอันไพเราะของ ฮิคารุ Utada นักร้องที่การปรากฏตัวในวงการอนิเมะเป็นเหมือนราชวงศ์ทางดนตรี

ตัวอย่างภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ สำหรับภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากมังงะของผู้สร้าง Tatsuki Fujimoto เรื่อง Reze Arc เน้นไปที่ความอลังการด้วยการปะทุที่ร้อนแรง ภาพที่มองเห็นความปรารถนาของ Denji ที่มีต่อ Makima ที่ครอบงำอย่างคลั่งไคล้ และการมาถึงของสาวคนใหม่ในละแวกนั้น Reze ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับจังหวะดนตรีของ Kenshi Yonezu ศิลปินของซีรีส์ แต่ตัวอย่างล่าสุดของ Mappa เปลี่ยนเกียร์โดยสิ้นเชิง เปลี่ยนความโกลาหลเป็นน้ำเสียงที่เงียบสงบ เศร้าสร้อย อ่อนโยน และโหยหา ซึ่งสอดคล้องกับความปรารถนา และเพื่อปิดผนึกการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์นั้น Mappa ได้ปล่อยทีเซอร์การรวมตัวของ Utada นักร้อง J-pop และ R&B ระดับตำนาน เพื่อเชื่อมโยงเอกลักษณ์ทางเสียงเข้าด้วยกัน

ทีเซอร์ Reze Arc ใหม่นี้มีความยาวเพียง 30 วินาที มีภาพที่เงียบสงบ มันแสดงให้เห็นเส้นที่ทิ้งไว้ข้างหลังเครื่องบิน รวมถึง Reze และ Denji ใช้เวลาร่วมกันในร้านกาแฟและที่โรงเรียนในตอนกลางคืน นอกจากนี้ยังมีฉากที่พวกเขาพักผ่อนบนชายหาด พร้อมด้วยเสียงคลื่นและดนตรีที่ผ่อนคลาย ทีเซอร์นำเสนอเสียงของ Utada ตามด้วยชื่อเพลงของพวกเขากับ Yonezu ที่มีชื่อว่า “Jane Doe”

ภาพยนตร์ที่จะฉายต่อจากอนิเมะปี 2022 (พร้อมภาพ Reze แวบเดียวในช่วงสุดท้าย) ดัดแปลงเรื่องราวทั้งหมดของเธอในมังงะ ซึ่งแนะนำหญิงสาวผมสีม่วงในฐานะประกายไฟแห่งความรักครั้งใหม่และคู่ต่อสู้ระเบิดเวลาในชีวิตที่ยากลำบากของ Denji ในฐานะ Bomb Devil เธอไม่ใช่แค่คู่ต่อสู้คนใหม่สำหรับ Denji และนักล่าปีศาจที่จะดับ; เธอยังเป็นความขัดแย้งที่ห่อหุ้มด้วยเสน่ห์อันตราย และความรักสำหรับตัวเอกที่โชคร้ายอย่างที่สุดที่พยายามอย่างจริงใจที่จะจัดเรียงลำดับความต้องการของ Mazlaw ทั้งหมดนี้ทำให้ชื่อเพลงของ Utada เหมาะสมยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึงลักษณะบทบาทที่เป็นปริศนาและผลกระทบทางอารมณ์ของเธอในฐานะผู้มาใหม่ที่คุกคามการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในชีวิตของ Denji

สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับความสามารถของพวกเขา Utada เปรียบเสมือนไข่ปลาคาเวียร์ทางดนตรีที่อยู่บนสุดของโปรเจ็กต์ใด ๆ ที่พวกเขาเกี่ยวข้อง หัวหน้าในบรรดา เหล่านี้คือเพลงสำหรับ Square Enix และ Disney’s Kingdom Hearts series รวมถึงเพลงอมตะเช่นSimple and Clean” และ “Sanctuary.” Utada ยังเป็นชื่อที่คุ้นเคยในวงการอนิเมะ โดยให้เสียงของเธอประกอบเพลงของ Hideaki Anno’s Neon Genesis Evangelion สร้างภาพยนตร์ quadrilogy ใหม่ ซึ่งล่าสุดคือ Evangelion: 3.0+1.0 Thrice Upon a Time กับเพลง “One Last Kiss.” กล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่ Mappa เพิ่ม Utada ลงในส่วนผสมสุดท้ายของเอกลักษณ์ทางเสียงของ Reze Arc เป็นการเพิ่มความฮือฮาที่เกิดขึ้นก่อนการเปิดตัวภาพยนตร์แล้ว

ผู้คนจะต้องตั้งตารอชมเรื่องราวของ Denji และ Reze ที่จะปรากฏขึ้นเมื่อ Chainsaw Man – The Movie: Reze Arc เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นในวันที่ 19 กันยายน และที่อื่น ๆ ในระดับสากลในวันที่ 24 กันยายน ก่อนที่จะเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 29 ตุลาคม

ฮิคารุ Utada ร่วม Chainsaw Man เดอะมูฟวี่ เพิ่มความน่าสนใจให้กับภาพยนตร์อย่างมาก ทำให้แฟนๆ ตั้งตารอมากยิ่งขึ้น

ฮิคารุ Utada ร่วม Chainsaw Man เดอะมูฟวี่

ทำไมการร่วมงานของ ฮิคารุ Utada ร่วม Chainsaw Man เดอะมูฟวี่ จึงเป็นที่น่าจับตามอง?

การที่ ฮิคารุ Utada ร่วม Chainsaw Man เดอะมูฟวี่ ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการผสมผสานความสามารถที่ลงตัว Utada เป็นที่รู้จักจากเพลงประกอบอนิเมะที่โด่งดังมากมาย ซึ่งรวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ Evangelion และ Kingdom Hearts การมีส่วนร่วมของเธอใน Chainsaw Man จึงเป็นการยกระดับภาพยนตร์เรื่องนี้ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น

การตัดสินใจของ Mappa ที่จะนำ ฮิคารุ Utada ร่วม Chainsaw Man เดอะมูฟวี่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผู้ชม การผสมผสานเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของ Utada เข้ากับภาพที่สวยงามและเนื้อเรื่องที่เข้มข้นของ Chainsaw Man จะสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ อย่างแน่นอน

อนิเมะเรื่องนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก และการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักร้องชื่อดังมาร่วมงาน ทำให้แฟนๆ ต่างตื่นเต้นและตั้งตารอชมกันอย่างใจจดใจจ่อ

โดยรวมแล้ว ความร่วมมือระหว่าง Mappa และ Utada ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ทุกคน และเราหวังว่าจะได้เห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งจากการทำงานร่วมกันครั้งนี้

ที่มา – Hikaru Utada Will Add the ‘Chainsaw Man’ Movie to Their Anime Song Infinity GauntletJust when anime fans thought Mappa’s ‘Reze Arc’ film couldn’t get any more hype, J-Pop royalty Hikaru Utada joined its final mix.

จอนนี่มือปราบ โดนจับพร้อมเจ้าหน้าที่รัฐ บุกป่าสงวนสร้างรีสอร์ต

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวสำคัญจากหน่วยงานของรัฐที่น่าจับตามอง โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้าดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายศาลอาญาทุจริต จำนวน 5 คน ในพื้นที่อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

จอนนี่มือปราบ พร้อมเจ้าหน้าที่รัฐ 5 ราย โดนจับกุมหนัก

การดำเนินคดีครั้งนี้เริ่มต้นจากการมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบ ด.ต. ยุทธพล หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “จอนนี่มือปราบ” เกี่ยวกับข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าส่วนกลาง เพื่อเปิดกิจการรีสอร์ต “รีสอร์ตจอนนี่มือปราบ” ในพื้นที่อุบลราชธานี ซึ่งพ่อค้าคนดังรายนี้เคยมีชื่อเสียงจากการออกหน้าที่เพื่อสังคม มาร่วมงานร่วมทำเพื่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้คนจำนวนมาก

ภายหลังจากการสอบสวนพบว่า ด.ต.ยุทธพลได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ทั้ง มิตรชัย (ผู้ใหญ่บ้าน), ศุภชัย (ผู้อำนวยการกองช่าง อบต.), สมาน (นายก อบต.) และ จิราพร (ภรรยา) ร่วมมือกันกระทำการฉ้อโกงเอกสารเพื่อให้สามารถยื่นคำขอใช้ที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อเปิดกิจการได้ อย่างไรก็ตาม ที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าส่วนกลางของนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

ระบบคดีและฟันธงปมทุจริตอย่างละเอียด

ในกระบวนการเตรียมดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด ตั้งแต่การออกหนังสือรับรองการก่อสร้างที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน ไปจนถึงการใช้หนังสือเท็จเพื่อยื่นขอเลขที่บ้าน ขอใช้สาธารณูปโภค และนำไปเปิดกิจการ “รีสอร์ตจอนนี่มือปราบ” โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งส่งผลให้รัฐต้องเสียหายอย่างมากทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติและชื่อเสียง

  • จิราพร ภรรยาของจอนนี่มือปราบ ยื่นเอกสารปลอมขอรับรองการสร้าง
  • มิตรชัย ผู้ใหญ่บ้าน ลงนามรับรองว่าที่ดินไม่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน
  • ศุภชัย ผอ.กองช่าง สร้างความเห็นเพื่อใช้ในการปลอมเอกสาร
  • สมาน นายก อบต. ลงนามรับรองเอกสารเท็จ
  • ด.ต. ยุทธพล นำเอกสารทั้งหมดไปใช้เพื่อขอใช้บริการสาธารณูปโภคเปิดกิจการ

เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติหมายจับจากราชการศาล และนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 รายมาสอบปากคำที่ สถานีตำรวจภูธรสิรินธร นานถึง 5 ชั่วโมง ซึ่งผู้ต้องหาให้การปัดเป่าข้อกล่าวหาทั้งหมดและมีความประสงค์ขอยื่นหลักประกันตัว ซึ่งในขั้นตอนนี้ จอนนี่มือปราบและภรรยาได้จ่ายหลักประกันคนละ 200,000 บาท ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐอีก 3 คน จ่ายคนละ 300,000 บาท

และที่ควรติดตามต่อคือ สำนวนในข้อกล่าวหาigators จาก บก.ปทส. ที่ได้แจ้งเคล็ดลับด้านกฎหมายแก่ “จอนนี่มือปราบ” และภรรยา โดยกล่าวหาฐานความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ที่ได้บุกรุกพื้นที่ 6 ไร่ ซึ่งจัดว่าเป็นป่าสงวนกว่า 20% ของพื้นที่นั้น

บทสรุปจากเหตุการณ์ครั้งนี้

การจับกุมจอนนี่มือปราบพร้อมเจ้าหน้าที่รัฐ 5 รายนี้ ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังชี้ถึงช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นในระบบราชการ地方政府การใช้ช่องทางในการแอบอ้างชื่อเสียง ผ่านการร่วมงานกับบุคคลในแวดวงราชการ เพื่อให้สามารถทำธุรกิจผิดกฎหมายได้นั้น ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ควรได้รับการสังเกตอย่างใกล้ชิด

นับเป็นเครื่องเตือนใจผู้ประกอบการและผู้มีหน้าที่ในส่วนราชการว่า จะต้องเลี่ยงการใช้อำนาจไม่ให้หลุดพ้นจากกรอบกฎหมาย เนื่องจากหากกระทำการผิด ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงแค่ไหน กรอบกฎหมายสามารถครอบคลุมได้ทุกคนเช่นเดียวกัน

ติดตามประเด็นน่าสนใจต่างๆ ที่ The Standard เป็นสื่อเดียวที่เป็นกลางและมีความลึกซึ้ง ทั้งในมุมการบริหารจัดการ การใช้ทรัพยากร และมุมมองทางสังคมอย่างรอบด้าน

ที่มาจอนนี่มือปราบ พร้อมเจ้าหน้าที่รัฐ 5 ราย โดนจับกุมหนัก

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำหากถูกรุกล้ำตีกลับแน่ ปกป้องอธิปไตยไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ (14 สิงหาคม) ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาและบทบาทของกองทัพบก ให้แก่นักเรียนและคณาจารย์ โดยเน้นย้ำถึงความมั่นคงของชาติและความพร้อมของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยอย่างเต็มความสามารถ

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำหากถูกรุกล้ำตีกลับแน่ ปกป้องอธิปไตยไทย

พล.ท. บุญสิน พาดกลาง เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงอยู่ในสภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยทหารแนวหน้ามีความมุ่งมั่นสูงในการปกป้องพรมแดน และทุกคนพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉับพลัน ท่านกล่าวว่า “หากพี่น้องคนไทยสู้ ลูกหลานเราสู้ พวกเราทหารก็สู้” สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่ากองทัพยังคงเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในการปกป้องแผ่นดินอย่างเด็ดขาด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักเรียนตั้งคำถามคือ หากเกิดการรุกรานจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ระบุอย่างชัดเจนว่า “หากรุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่มีการเจรจา เพราะมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” คำพูดดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของกองทัพในการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอกโดยไม่ลังเล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความประทับใจคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญต่อสถานการณ์ชายแดนอย่างสูง โดยทรงสอบถามสถานการณ์ทุกวันผ่านกองงานของพระองค์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งพล.ท. บุญสิน กล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นจอมทัพไทยมาตั้งแต่ในประวัติศาสตร์ และยังคงเป็นเช่นนั้นในปัจจุบัน” ทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณและการนำของพระมหากษัตริย์ในภาครัฐและทหารไทย

ข้อคิดดีๆ แก่นาคที่นักเรียนควรรู้

นอกจากเรื่องการเมืองและความมั่นคง แม่ทัพภาคที่ 2 ยังฝากข้อคิดดีๆ แก่นักเรียนเกี่ยวกับการใช้สื่ออย่างมีสติ โดยเตือนว่า ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจสร้างความแตกแยกในชาติได้ พร้อมทั้งย้ำถึงความหมายของธงชาติไทยที่ประสมด้วยสีแดง ขาว และน้ำเงิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทั้งยังเปรียบดั่งจิตวิญญาณแห่งความสามัคคีของคนไทยทุกคน

จากแนวคิดและความพร้อมของแม่ทัพภาคที่ 2 ที่กลางใจกลางความมั่นคงของชาติ เราในฐานะสมาชิกของสังคมควรมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเข้าใจถึงคุณค่าของการมีประเทศชาติที่สงบสุข ทั้งในแง่ของความรักชาติ การตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล และการเคารพต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เชิญชวนทุกคนร่วมเป็นกำลังใจให้กับทหารผู้ปกป้องแผ่นดิน และร่วมใจกันรักษาสันติภาพของประเทศไทยต่อไป

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำ “หากถูกรุกล้ำพร้อมเข้าตี” ปกป้องอธิปไตย

บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย ถูกโยงกระแสข่าวต่อต้านการตั้งฟาร์มหมูในอินโดนีเซีย บริษัทฯ ระบุถูกปลอมแปลงจดหมาย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระแสข่าวเกี่ยวกับการวางแผนสร้าง ฟาร์มหมูในเมืองเจปารา ซึ่งอยู่ในจังหวัดชวากลางของอินโดนีเซีย ได้กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชน ทั้งจากกลุ่มองค์กรศาสนาและชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาอูลามาอฺแห่งจังหวัดชวากลาง (MUI) ได้ออกคำวินิจฉัยทางศาสนา (ฟัตวา) ระบุว่า “การเลี้ยงหมูเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮาราม)” ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย ถูกโยงกระแสข่าวต่อต้านการตั้งฟาร์มหมูในอินโดนีเซีย บริษัทฯ ระบุถูกปลอมแปลงจดหมาย

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ข้อพิพาทนี้เกี่ยวข้องกับแผนการลงทุนของ บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย หรือ PT Charoen Pokphand Indonesia Tbk ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 10 ล้านล้านรูเปีย (ประมาณ 20 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีแผนที่จะตั้งฟาร์มหมูในเมืองเจปารา พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีปลอมแปลงจดหมายโดยใช้ชื่อของบริษัทเป็นชื่อส่งไปยังกลุ่มศาสนาในพื้นที่

ความขัดแย้งทางศาสนาและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ความตึงเครียดด้านศาสนาเริ่มเพิ่มขึ้นหลังจากที่มูลนิธิโรงเรียนประจำอัล ฮุสนา อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มแสดงความคัดค้าน โดยกล่าวถึงความเสี่ยงด้านสุขอนามัยที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งฟาร์มของบริษัทใหญ่ ความคัดค้านนี้ถูกผลักดันไปจนกระทั่งสภาอูลามาอฺแห่งจังหวัดได้ยอมรับคำร้องขอจากประชาชน และได้ออกฟัตวาอย่างเป็นทางการในการประกาศว่า “หมูเป็นสัตว์ต้องห้าม”

รัฐบาลเขตเจปารา อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมองว่าการลงทุนด้านฟาร์มหมูเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งหากดำเนินการจริงจะสามารถสร้างรายได้ผ่านภาษีและโครงการความรับผิดชอบต่อชุมชน (CSR) อย่างไรก็ตาม ตามคำกล่าวของนายวิทิอาร์โซ อูโตโม ผู้ว่าราชการพื้นที่ ได้ยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการตั้งฟาร์มหากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้นำศาสนาในพื้นที่ก่อน

ความตระหนักจากชุมชนและชาวบ้าน

รูมาดี เลขานุการหมู่บ้านจูโก กล่าวว่า แม้ว่าจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจจากการสร้างฟาร์ม แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบทางสังคมโดยตรง เช่น การเพิ่มขึ้นของคนนอกในหมู่บ้าน ซึ่งอาจจะกระทบต่อคุณค่าวัฒนธรรมของชุมชน

อีกด้านหนึ่ง อัคหมัด มุนโดฟฟาร์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนอัล ฮุสนา อินเตอร์เนชั่นแนล ได้กล่าวว่า การมีอยู่ของฟาร์มหมูขนาดเล็กในอดีตนั้นไม่เคยเป็นปัญหา แต่ถ้าหากมีแผนจะขยายขนาดใหญ่ขึ้น จะสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้คนในพื้นที่อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ต่างตกลงว่า หากมีแรงสนับสนุนให้หยุดกิจกรรมเลี้ยงหมูในพื้นที่ องค์กรและกลุ่มต่าง ๆ จะต้องมีบทบาทร่วมในการบริหารจัดการ

ข้อมูลและสถิติจากพื้นที่

จากข้อมูลสำนักงานสถิติจังหวัดชวากลาง (BPS) ในปี 2024 เขตเจปารามีการผลิตเนื้อหมูมากถึง 1,956 กิโลกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีการผลิตเพียง 1,870 กิโลกรัม แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นในจังหวัด เช่น เปอกาโลงัน ที่ผลิตได้ถึง 1.34 ล้านกิโลกรัม แต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า ฟาร์มหมูเล็ก ๆ ในพื้นที่นั้นยังคงมีอยู่

บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ

แม้ว่า บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย จะออกมาชี้แจงความไม่เกี่ยวข้องกับแผนการสร้างฟาร์มหมูในพื้นที่อย่างชัดเจน แต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายก็ยังคงตื่นตัว เพราะตระหนักดีว่าเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและปัญหาสุขอนามัยต้องได้รับการเคารพ คำวินิจฉัยทางศาสนาของ MUI หากได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ก็อาจกลายเป็นโมเดลใหม่ในสถานการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และศาสนา

หากคุณติดตามข่าวสารต่างประเทศและประเด็นด้านความเชื่อแล้วละก็ หัวข้อนี้เป็นเรื่องน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งความสามารถในการตัดสินใจของท้องถิ่นและความซับซ้อนของการผสมผสานความเชื่อกับการลงทุน

ที่มา – บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย ถูกโยงกระแสข่าวต่อต้านการตั้งฟาร์มหมูในอินโดนีเซีย บริษัทฯ ระบุถูกปลอมแปลงจดหมาย

แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมประชุม RBC ปลายสิงหาฯ ถกปัญหาทุ่นระเบิด ย้ำปราสาทตาควายเป็นของไทย ยังไม่พร้อมเปิดด่านชายแดน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า เรื่องที่กัมพูชานำตาข่ายมากั้นโดรน เป็นยุทธวิธีทางทหารปกติที่ทั้งสองฝ่ายใช้เพื่อป้องกันการโจมตีจากโดรน ซึ่งทางฝ่ายไทยก็มีการเตรียมการเช่นเดียวกัน

การรับบริจาคเพื่อความมั่นคง

แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่าในขณะนี้ไม่ได้โพสต์รับบริจาคแล้ว แต่หากประชาชนนำของมาบริจาค ก็ยินดีรับไว้ใช้ ลวดหนามหีบเพลงที่ได้รับมานั้นครบแล้ว และรัฐบาลก็มีการสนับสนุนเพิ่มเติม แม้อุปกรณ์ราชการจะมีขั้นตอนการจัดซื้อที่ล่าช้า แต่ของบริจาคช่วยเติมเต็มพื้นที่สำคัญที่ทหารไทยควบคุมอยู่ 11 จุด

แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมประชุม RBC ปลายสิงหาฯ ถกปัญหาทุ่นระเบิด

ความคืบหน้าในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างไทยและกัมพูชานั้น กัมพูชาได้ตอบรับร่วมประชุมแล้ว โดยจะมีการประชุมฝ่ายเลขานุการในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ที่เขตชายแดนฝั่งไทย ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจและความสงบสุขให้ทั้งสองฝ่าย

ในการประชุมครั้งนี้จะมีการหารือประเด็นสำคัญเรื่องทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า หากกัมพูชายืนยันไม่ยอมรับว่ามีการวางระเบิด ไทยพร้อมจะชี้แจงต่อประชาคมโลกและสหประชาชาติ พร้อมให้ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เข้ามาดูแล

ย้ำปราสาทตาควายเป็นของไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันชัดเจนว่า ปราสาทตาควายเป็นของไทยอย่างแน่นอน และจะหาทางนำกลับมาให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใด ส่วนการควบคุมพื้นที่ 11 จุดนั้น ก็จะไม่มีการถอนทหารออก เพราะทหารยังคงปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดนต่อไป

พล.ท. บุญสิน ยังเน้นย้ำว่า ไม่มีความขัดแย้งระหว่างทหารกับรัฐบาล เพราะหน้าที่แบ่งกันชัดเจน ทหารทำหน้าที่ป้องกันประเทศ ส่วนรัฐบาลบริหารบ้านเมือง พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามข่าวจากช่องทางราชการที่น่าเชื่อถือ เพื่อหลีกเลี่ยงข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

ความพร้อมในการเปิดด่านชายแดน

سؤالเกี่ยวกับความพร้อมในการเปิดด่านชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ทางเรายังไม่พร้อม” และยังหยอกล้อเพิ่มว่า “ปิดยันเกษียณฯ” ก่อนหัวเราะเบาๆ แสดงถึงความเป็นกันเองแม้ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด

แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการปิดศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ส่วนทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องชายแดนอย่างเต็มที่

สรุป: สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวัง แต่ด้วยความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายรวมถึงประชาชน รัฐบาล และทหาร เรากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและรอบคอบ เพื่อความสงบสุขของทุกฝ่าย

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมประชุม RBC ปลายสิงหาฯ ถกปัญหาทุ่นระเบิด ย้ำปราสาทตาควายเป็นของไทย ยังไม่พร้อมเปิดด่านชายแดน

ศาลฎีกาไม่อนุญาตประกันตัว ‘ลุงพล’ หลังศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำคุก 26 ปี ในคดีน้องชมพู่

กรณีความเคลื่อนไหวล่าสุดในคดีการเสียชีวิตของ น้องชมพู่ ได้เกิดความตื่นตัวเมื่อ ศาลฎีกา มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ ไชย์พล หรือ ลุงพล วิภา ประกันตัว แม้ว่าจะมีการยื่นคำร้องขอในชั้นฎีกา หลังจากการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ที่ได้เพิ่มโทษจำคุกเป็นเวลา 26 ปีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา

ศาลฎีกาไม่อนุญาตประกันตัว ‘ลุงพล’ หลังศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำคุก 26 ปี ในคดีน้องชมพู่

ประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 เปิดเผยว่าได้มีคำสั่งชี้ขาดโดยศาลฎีกาหลังพิจารณาคำร้องขอประกันตัวของลุงพล ซึ่งศาลเห็นว่าคดีนี้มีความร้ายแรง มีผลกระทบต่อสังคม และมีความเสี่ยงว่าจะหลบหนีได้ จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวไว้ในระหว่างรอฟังคำตัดสินจากศาลฎีกา

เหตุใดศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว?

อัยการศาลสูงจังหวัดมุกดาหารได้ยื่นคัดค้านคำขอประกันตัวอย่างละเอียด และมีข้อสังเกตสำคัญดังนี้:

  • คดีมีความร้ายแรงและได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก
  • จำเลยมีฐานะทางการเงินดี ทำให้มีความเสี่ยงที่จะหลบหนี
  • จังหวัดมุกดาหารอยู่ใกล้ชายแดน ซึ่งอาจเอื้อให้จำเลยหนีออกจากประเทศได้ง่าย
  • ภาระของคดีหนักมาก โดยศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่งตัดสินลงโทษจำคุก 26 ปี

ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่าหากปล่อยตัวไว้ในระหว่างรอพิจารณาคดีในชั้นฎีกา อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และความปลอดภัยของสังคม

สิ่งที่ผู้คนควรจับตาดูต่อจากนี้

ประชาชนผู้ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดต้องจับตาดูว่า ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาขั้นสุดท้ายอย่างไร ซึ่งหากมีการรับฟ้องหรือไม่รับฟ้องคัดค้านของจำเลย จะมีผลโดยตรงต่ออนาคตของคดีนี้ และกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของสังคมไทย

คดีนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนในเรื่องความยุติธรรมและความโปร่งใสของกระบวนการพิจารณาคดี เราควรร่วมกันติดตามและรับฟังข้อมูลอย่างเป็นทางการจากศาล เพื่อไม่ให้ข่าวลือหรือข้อมูลที่ผิดพลาดนำไปสู่ความเข้าใจผิด

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย อย่าลืมติดตามข่าวล่าสุดเกี่ยวกับคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเคลื่อนไหวอาจเป็นจุดเปลี่ยนของระบบได้

คดีนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ความยุติธรรมไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือการลงมือทำอย่างจริงจังของทุกภาคส่วนในระบบกฎหมาย

ที่มา – ศาลฎีกาไม่อนุญาตประกันตัว ‘ลุงพล’ หลังศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำคุก 26 ปี ในคดีน้องชมพู่

‘ขายหัวเราะ’ จัดงาน Character Fest Thailand ครั้งแรกของประเทศ ดันคาแรกเตอร์ไทยสู่เวทีโลก

กลุ่มบริษัท วิทิตากรุ๊ป ผู้ผลิตนิตยสารการ์ตูน ขายหัวเราะ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ครองใจคนไทยมายาวนานกว่า 50 ปี ได้จัดงาน “Character Fest Thailand” ครั้งแรกของประเทศไทยขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดจัดงานอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 14-17 สิงหาคม 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมไบเทค บางนา ภายใต้แนวคิด “วัดวาคาแรกเตอร์ไทย” ที่มุ่งขับเคลื่อนการยอมรับของคาแรกเตอร์ไทยในระดับนานาชาติ และเปิดเวทีให้ผู้สร้างคาแรกเตอร์ในประเทศได้แสดงศักยภาพออกมา

‘ขายหัวเราะ’ จัดงาน Character Fest Thailand ครั้งแรกของประเทศ ดันคาแรกเตอร์ไทยสู่เวทีโลก

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของ ขายหัวเราะ ที่มุ่งเป็นผู้นำในการผลักดันอุตสาหกรรมครีเอทีฟของไทย โดยเฉพาะด้านคาแรกเตอร์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก เหมือนคาแรกเตอร์จากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ที่เราเคยชื่นชอบมาก่อน

พิมพ์พิชา อุตสาหจิต กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทวิทิตากรุ๊ป กล่าวว่า ในฐานะที่ขายหัวเราะมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ จึงต้องการเป็นพลาตฟอร์มที่สนับสนุนให้ผู้สร้างคาแรกเตอร์รุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นเวที และพัฒนาให้เทียบเท่ากับคาแรกเตอร์ระดับโลก พร้อมทั้งสร้างพลังขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐสนับสนุนผ่าน CEA และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นอกจากภาคเอกชนแล้ว หน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็พร้อมร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ เพราะมองเห็นถึงศักยภาพในการใช้คาแรกเตอร์เป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์และความคุ้มค่าทางธุรกิจ

อาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม สำนักงาน CEA กล่าวว่า คาแรกเตอร์ไทยมีศักยภาพในสองมิติหลัก คือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” และ “เครื่องมือสร้างแบรนด์” ซึ่งหากพัฒนาให้เกิดความหลากหลายในการใช้งาน จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

ขณะเดียวกัน ปาริชาติ บุญคล้าย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการตลาด ททท. ก็เปิดเผยว่า หน่วยงานได้ร่วมมือกับขายหัวเราะในด้านการนำคาแรกเตอร์ไทย เช่น ชาละวัน และ ผีเสื้อสมุทร เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมวางแผนจะสร้าง “คาแรกเตอร์ประจำจังหวัด” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสดวงใจของแต่ละภูมิภาค

โอกาสทองของอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ไทย

จากข้อมูลที่เปิดเผย อุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยเองก็มีพลังสร้างที่ไม่แพ้ประเทศในภูมิภาค หากได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบาย เช่นเดียวกับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ และนักสร้างสื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในตลาดระดับโลก

งาน “Character Fest Thailand” จึงไม่ใช่แค่งานแสดงสินค้า แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคาแรกเตอร์ไทยที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ก้าวเข้ามาขับเคลื่อนความฝัน และเปลี่ยนไอเดียความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นมรดกของชาติในอนาคต

หากคุณเป็นครีเอเตอร์หน้าใหม่ หรือแค่รักการ์ตูนและคาแรกเตอร์ไทย ก็อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมสัมผัสอนาคตของอุตสาหกรรมนี้ ที่งาน Character Fest Thailand เพราะนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของคาแรกเตอร์ไทยคนใหม่ที่กำลังจะบินสู่เวทีโลก

ที่มา‘ขายหัวเราะ’ จัดงาน Character Fest Thailand ครั้งแรกของประเทศ ดันคาแรกเตอร์ไทยสู่เวทีโลก

โฆษก ตร. แจง งบประมาณปี 69 ถูกตัดเหลือ 15,000 ล้านบาท เน้นแก้ปัญหาที่พักตำรวจและจัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็น

เมื่อเร็วๆ นี้ (14 สิงหาคม) พล.ต.ท. อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะได้รับงบประมาณปี 2569 จำนวนกว่า 23,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารและบ้านพักตำรวจระดับสูง

โฆษก ตร. แจง งบประมาณปี 69 ถูกตัดเหลือ 15,000 ล้านบาท เน้นแก้ปัญหาที่พักตำรวจและจัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็น

โฆษก ตร. ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียไม่เป็นความจริง และเป็นเพียงความเข้าใจผิด โดยได้เน้นย้ำอีกว่า พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณเพื่อสวัสดิการของตำรวจและการบริการประชาชนเป็นลำดับแรก

งบประมาณจริงที่ได้รับอนุมัติมีการลดวงเงินลงอย่างมาก

  • งบประมาณที่เสนอไปเริ่มต้นที่ 23,164 ล้านบาท สำหรับ 1,726 รายการครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง
  • หลังการพิจารณาจากสำนักงบประมาณและรัฐสภา วงเงินได้ถูกตัดลดเหลือเพียง 15,597 ล้านบาท สำหรับ 649 รายการ
  • งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารและที่พักอาศัยลดเหลือ 5,401 ล้านบาท

นอกจากนี้ โฆษก ตร. ยังชี้แจงถึงการตัดงบประมาณก่อสร้างบ้านพักผู้ใหญ่จำนวน 7 หลัง ซึ่งมีวงเงินกว่า 91 ล้านบาท ออกจากงบประมาณปีนี้ เพื่อความเหมาะสมและความชัดเจนต่อสาธารณชน แม้ในเบื้องต้นจะได้รับการอนุมัติ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตัดสินใจนำงบดังกล่าวไปใช้ในด้านอื่นๆ ที่สำคัญและจำเป็นต่อบ้านเมืองมากกว่า

โฆษก ตร. ยืนยันว่า งบประมาณที่ถูกจัดสรรในปีนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาความขาดแคลนที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ ซึ่งขณะนี้ยังมีบุคลากรกว่า 40,000 นายที่ยังไม่มีที่พัก และยังครอบคลุมถึงการจัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น

ด้วยการบริหารจัดการงบประมาณอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน จะเห็นได้ว่า ประเด็นที่เคยถูกตั้งคำถามกลับกลายเป็นโอกาสในการทำงานอย่างรอบคอบและรอบด้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของบุคลากร

สิ่งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้นำสูงสุดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการให้ทรัพยากรทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนผ่านการดำเนินงานอย่างจริงจังมานานหลายปี ซึ่งน่าจะทำให้สังคมมั่นใจมากขึ้นในภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างมีระบบ หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝากติดตามและแชร์ข่าวจากเราไว้บ้างนะครับ เพราะข่าวดีๆ ไม่ควรให้ตก!

ที่มา – โฆษก ตร. แจง งบประมาณปี 69 ถูกตัดเหลือ 15,000 ล้านบาท เน้นแก้ปัญหาที่พักตำรวจและจัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็น

ตำรวจคุมตัวอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และหญิงคนสนิทสอบปากคำคดียักยอกทรัพย์

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ สฤษฏิ์ หรืออดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และนางภูธินี เพื่อดำเนินการสอบปากคำในข้อหาก่อเหตุภายใต้กฎหมาย มาตรา 147 เรื่องเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และมาตรา 157 เรื่องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ตำรวจคุมตัวอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และหญิงคนสนิทสอบปากคำคดียักยอกทรัพย์

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า มีการเคลื่อนไหวของเงินจำนวนมากจากบัญชีของวัดไปยังบัญชีส่วนตัวของภูธินี และยังมีเงินบางส่วนจากบัญชีของคณะพระวิทยากรถูกโอนออกมาเช่นกัน ทั้งนี้ ตำรวจคุมตัวอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และหญิงคนสนิทสอบปากคำคดียักยอกทรัพย์ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า การสอบสวนเริ่มต้นจากการร้องเรียนของศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะได้รับการขยายผลจนพบเบาะแสการฉ้อโกงทรัพย์สินมหาศาล

สฤษฏิ์ อดีตเจ้าคณะฯ ได้มาพร้อมกับตัวด้วยใจชอบ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และหวังจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส ในขณะที่ ภูธินี ถูกควบคุมตัวจากบ้านพักในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งต้องใช้กระบวนการทำแผนควบคุมตัวอย่างรอบคอบ เพราะเป็น被告ที่มีพยานหลักฐานเล็กน้อยแต่สำคัญมากในการคลี่คลายคดีนี้

ความเคลื่อนไหวของเส้นเงินหลายล้านบาท

  • เงินจำนวน 405,000 บาท โอนจากบัญชีวัดเข้า ภูธินี ตรง ๆ
  • โดยประมาณ 4 ล้านบาทถูกโอนจากรายการพระเลขาธิการวัด
  • เส้นเงินหลายเส้นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม

การตรวจสอบภายในยังพบการใช้ทรัพย์สินของวัดไปในโครงการต่าง ๆ เช่นพุทธอุทยาน ซึ่งเป็นจุดที่อาจมีการเบี่ยงเบนการใช้งบประมาณอย่างง่าย

พนักงานสอบสวนยืนยันว่า การทำงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพลังงานใหม่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตัดวงเงาการทุจริตโดยไม่เลือกสถานะหรือตำแหน่ง

บทสรุปเบื้องต้นของคดี

ทั้งนี้ สฤษฏิ์ ยังไม่ถูกขอฝากขังแต่อย่างใด เนื่องจากเข้าพบตัวด้วยจิตใจสำนึกผิดและอินทรีย์นิสัยที่เข้มแข็ง แต่การประกันตัวของเขาขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของพนักงานสอบสวน ส่วนภูธินี กำลังอยู่ระหว่างการประเมินสาระสำคัญและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเงิน

มีความน่าสนใจว่ากรณีนี้อาจกลายเป็นด่านสำคัญในโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับความซับซ้อนของระบบทรัพย์สินทางศาสนาในประเทศไทย โดยที่ใครหลายคนยังไม่รู้ว่าจริยธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความmlx่ของประชาชน

หากคุณสนใจเนื้อหาความเคลื่อนไหวของคดีนี้มากขึ้น แนะนำให้ติดตามเว็บไซต์ข่าวที่ทยอยรายงานข่าวสำคัญอย่างต่อเนื่อง เราไม่อยากให้ชาวบ้านพลาดข่าวที่อาจเปลี่ยนภาพของสังคมในอนาคต!

ที่มา – ตำรวจคุมตัวอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และหญิงคนสนิท สอบปากคำคดียักยอกทรัพย์ หลังพบเส้นเงินหลายล้านบาทโอนเข้าบัญชีส่วนตัว